Introduction to Bipolar Type 2 Episode#01

ครั้งนี้ อยากให้ทุกคนมาทำความเข้าใจกับ โรคไบโพลาร์ ในภาษาคนธรรมดา ที่ไม่ใช่แบบที่เสิชหากันบนอินเตอร์เนตแล้วก็ใช้คำศัพท์ทางเทคนิคจนสร้างชุดความคิดผิดๆกันไปบ้าง

สิ่งที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ในวันนี้ ผมจะพูดถึงซึ่งไบโพลาร์ประเภทที่ 2 ซึ่งเขียนจากประสบการณ์ตรง จากการรีเสิชข้อมูลบนอินเตอร์เนต และจากการที่ได้คุยกับคนที่มีอาการใกล้เคียงกัน ดังนั้นอาจจะไม่ตรงกับทฤษฎีต่างๆไปซะทุกข้อ

Bipolar Type โรคที่คนอื่นเค้าว่ากันว่า มันคือ โรคอารมณ์แปรปรวน ฟังดูน่ากลัวเลยใช่ไหมครับ เหมือนกับ 5 นาทีดี 5 นาทีร้าย หรือหัวเราะ 5 นาที ร้องไห้ 5 นาที ซึ่งชุดความคิดพวกนี้มันคือสิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่านี่คือโรคของคนบ้า

อันนี้ผมจะขอข้ามเรื่องความซับซ้อนทางเทคนิคที่เป็นเรื่องราวของสารเคมีในสมองอันเป็นสาเหตุของโรคไบโพลาร์นะครับ เพราะมันจะทำให้เรายิ่งงงกันไปใหญ่ เอาเป็นว่าโรคไบโพลาร์คือโรคที่กราฟอารมณ์มีการขึ้นไปด้านบนสุด และลงมาล่างสุด ระหว่าง 2 ขั้วคือ Mania และ Depression — แต่อย่างที่บอกคือ กราฟอารมณ์พวกนี้มันไม่ได้เปลี่ยนกันไปมาใน ไม่กี่นาที กี่ชั่วโมง ระยะเวลาขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมาก บางคนเป็นวัน บางคนเป็นสัปดาห์ บางคนเป็นเดือนถึงจะเปลี่ยนที

ช่วงเวลาที่ขึ้นสุด (Mania) เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจว่านี่ช่วงเวลาที่เรียกว่ามีความสุข ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ มันคืออาการพีคสุด คืออารมณ์ความคิดเราจะสุดๆ เช่น อยากทำอะไรหลายอย่างสุดๆ สนุกสุดๆ ตลกสุดๆ สะใจสุดๆ กลายเป็นคน Socialize ไปสุดๆ แบบอะไรก็ฟินไปสุดๆ — ชุดความคิดด้านบวกเหล่านี้ มันจะระเบิดพลังในตัวเองขึ้นมาสุดๆ เช่น เวลาคิดงานเราก็คิดอะไรแบบสุดๆเลย สร้างสรรค์สุดๆ (สังเกตได้ว่า พวกศิลปิน หรือคนเก่งๆส่วนใหญ่ทั่วโลก จะมีโรคไบโพลาร์กันทั้งนั้น) แต่ถ้าชุดความคิดพลังบวกอันนี้มันเยอะเกินไป (คือขึ้นจนสุด) มันอาจจะส่งผลเสียบ้าง เช่น ช้อปปิ้งไม่หยุด ทำอะไรคิดแค่ตรงหน้า ไม่มองถึงอนาคต คิดอะไรก็พูด ไม่ทันไตร่ตรอง จนบางทีก็ดู Aggressive กับคนอื่น แต่เราก็จะไม่รู้สึกแคร์หรอก ณ ตอนนั้น เราจะ ambitious แบบสุดๆ งานของตัวเองที่ทำออกมาดีทุกอย่าง สวยหรูเลิศไปหมด เราเก่งกว่าคนอื่นไปหมด คือเราจะกล้าทำทุกอย่าง (รวมถึงเราจะ Hypersexuality คือกล้าที่จะมีเซกส์กับคนอื่นมั่วไปหมด ก็ได้ ๕๕๕)

และช่วงที่ลงสุด (Depression) มันคือช่วงเวลาของความซึมเศร้า เราจะรู้สึกตรงข้ามกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอน Mania เราจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรคู่ควรกับเรา รู้สึกเศร้า อยากปลีกตัวอยู่คนเดียว ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น อะไรที่เคย enjoy มันก็ไม่ enjoy อีกต่อไปแล้ว ภาพจำของหลายๆคนในช่วงเวลานี้คือ การนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้องในห้องคนเดียว รอบๆมืดมีแสงไฟส่องมาที่เรา ซึ่งนั่งหันหน้าเข้ามุมห้องอยู่ ไม่ยอมคุยกับใคร ไม่ยอมกินข้าวกินปลา — ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เลย เรายังสามารถออกไปเดินเหินได้ปกติ คุยกับคนอื่นได้ปกติ แต่สิ่งที่ทรมานคือ “ข้างใน” ข้างในความคิดเรา มันโคตรแย่ๆๆๆๆ คำพูดคนนึง เราสามารถเอาไปคิดเป็นตุเป็นตะ ว่าเค้าเกลียดเรา เค้าหลอกด่า เค้าพยายามจะไม่ดีกับเรา หรือถ้าเค้าชมเรา เราก็จะมีความคิดว่า ประชดเรา แดกดันเรา ทั้งๆที่ลึกๆก็รู้ว่ามันไม่ใช่ แต่เราห้ามความคิดด้านลบพวกนี้ไม่ได้ มันเลยยิ่งทำให้ทรมาน — พอเราทรมานมากๆ เราก็เริ่มทนไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ตัวเองไม่มีอะไรดี ตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ชีวิตตัวเองแย่มากๆ (ขอร้องเหอะ เลิกยกตัวอย่างที่ว่าให้มองคนที่แย่กว่าเรา เค้ายังสู้ยังผ่านมาได้ ของเราเรื่องเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่คนไม่เข้าใจจะพูดออกมาก ฉะนั้นเราควร ignore ไป) เมื่เราถูกทับถมชุดความคิดด้านลบเหล่านี้ไประดับนึง เราจะเริ่มอยากทำร้ายตัวเอง เพราะรู้สึกว่าเรา deserve punishment อะไรสักอย่าง หลังจากนั้นก็จะอัพเลเวลไปสู่ความคิดอยากฆ่าตัวตาย ถ้าเรายอมแพ้เราก็จะทำการฆ่าตัวตายไปนั่นเอง

ลองคิดดูว่า ความคิดในหัวเรา มันเปลี่ยนไป-มา ต่างกันขนาดนี้ มันจะทำให้ชีวิตเราพังขนาดไหน

โรคไบโพลาร์คือโรคที่มีอยู่ในตัวคน อาการมันก็อาจจะมาไม่มา แล้วแต่ช่วง เหมือนกับคนเป็นโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ ที่อยู่ๆอาการมันก็มา ทั้งที่มีสาเหตุและไม่ทราบสาเหตุอาการมันก็กำเริบขึ้นมาได้ — ฉะนั้น มันคือโรคที่จะเกิดอาการเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่อะไรที่เราควบคุมได้

หลายๆคนเชื่อว่า การไปนั่งสมาธิ เข้าวัด ฟังธรรม ปล่อยวาง จะทำให้ “โรคไบโพลาร์” หายไปหรือดีขึ้นได้ ถึงตรงนี้ขอร้องให้ทุกคนเข้าใจว่า นี่คือโรค นี่ไม่ใช่ความรู้สึก การเข้าวัด ฟังธรรม ไม่ได้ทำให้เบาหวานหายได้ ไม่ได้ทำให้มะเร็งหายได้ ไม่ได้ทำให้โรคหัวใจมันหายได้ เราต้องย้ำว่า Bipolar คือ Mental disorder ไม่ใช่ Personality คือ ความเจ็บป่วยที่เกิดจากภายในร่างกาย แล้วก็ Output ออกมาเป็นอาการ/ความรู้สึกต่างๆ ไม่ใช่อะไรที่เราจะไปควบคุมมันได้ — เข้าใจตรงกันนะ

แล้วอะไรที่จะรักษาหรือบรรเทา โรคไบโพลาร์ได้หล่ะ — ก็เหมือนกับโรคอื่นๆทางการแพทย์ก็คือให้กินยานั่นเอง ซึ่งทางพูดกันทางเทคนิคคือ ยาพวกนี้มันไปปรับระดับสารเคมีในสมอง เหมือนกับยาเบาหวานที่ไปควบคุมระดับน้ำตาล ยาความดันที่เข้าไปควบคุมระดับความดัน ส่วนยาไบโพลาร์ก็คือยาที่เข้าไปควบคุมระดับสารเคมีในสมองนั่นเอง คือมันจะเข้าไปสร้างสมดุลให้กับอารมณ์ของเรา ไม่ให้มันขึ้นสุด/ลงสุด นั่นเอง

ถามว่าถึงวันนี้ ตั้งแต่มีอาการชัดเจนประมาณ 6 ปี เปรียบเทียบช่วงกินยา กับไม่กินยา ก็เห็นผลการรักษา ว่าเรา Stable ขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ 100% คือก็มีช่วงที่กราฟอารมณ์หลุดขึ้นไปบนสุดบ้าง แล้วก็หลุดลงมาล่างสุดบ้าง

ตอนนี้เราทำงานมา 3 ปี ทำงานมา 3 ที่ — อันนี้เราเชื่อว่ามันเกิดจากโรคไบโพลาร์ (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะ) เราสังเกต Pattern ของมันมา พบว่า แรกๆที่เราเข้าทำงานใหม่ๆ เราจะรู้สึก enjoy และ ambitious มากๆ (อารมณ์เริ่มขึ้นสุด) เพราะมันเป็นอะไรใหม่ๆที่เราเรียนรู้ ทำงานมาสักพัก ถ้าเราเผลอทำงานผิดพลาดอะไรนิดหน่อย (อารมณ์เริ่มลงสุด) เราจะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว รู้สึกว่าเราแย่มากๆ เราทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทำให้คนอื่นผิดหวัง คนรอบตัวในออฟฟิศ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า จะเกลียดเรามากๆ (ทั้งๆที่การทำงานผิดพลาดเป็นเรื่องปกติมาก ซึ่งเรื่องที่ผิดพลาดนั้นก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรใหญ่โตเลย) แต่เราก็ห้ามความคิดนี้ไม่ได้ ช่วงนี้ก็จะซึมๆไม่ค่อยยุ่งกับใคร อันส่งผลให้ทัศนคติในการทำงานก็คือทำงานให้จบๆไป ไม่มีความทะเยอทะยานอะไรทั้งสิ้น พอสักพัก อารมณ์ขึ้นสุดกลับมา เราก็เริ่มภูมิใจในตัวเองมากๆ รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำไปนั้น เก่งจริงๆ ดีจริงๆ ไปสักพัก มันจะมีช่วงที่อารมณ์ 2 ขั้วนี้เกิดพร้อมกัน (นี่คือจุดที่ทำให้ลาออก) คือเรารู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนไม่มีเอาเราแล้ว เราแย่มาก ประกอบกับเรารู้สึกเราดี เราเก่ง เราควรออกไปหาอะไรที่ดีกว่าที่นี่ นั่นเอง พอออกมาสักพัก เราก็จะรู้สึกว่า อื้ม…นะ ไม่ทันล่ะ

อัพเดตยาที่กินอยู่ทุกวันนี้ — ตอนเช้ากิน Lexapro 10mg (อันนี้กันอารมณ์ลงสุด) ก่อนนอนกิน Lamictal 100mg (อันนี้ดึงอารมณ์ไว้ไม่ให้ขึ้นสุด) ส่วนวันไหนต้องทำงานใช้สมองเยอะๆ เราก็จะกิน Rubifen 10mg (Rubifen คือยาสำหรับเด็กสมาธิสั้น คือทำให้เราสามารถโฟกัสอะไรที่อยู่ตรงหน้าได้ดี) ซึ่งเราจะกินตัวนี้เฉพาะเคสที่จำเป็นเท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่า ใครก็ตามที่มีโรคไบโพลาร์ หรือกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ เพราะคนใกล้ตัวเป็น จะทำให้เข้าใจคนที่มีโรคไบโพลาร์มากขึ้นนะครับ : )

DEPRESSION MEDICATION #12

จากการใช้ชีวิตอยู่กับยา Lexapro มานานกว่า 1 ปี ทำให้เห็นผลการรักษาชัดเจนมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ว่านี้ คือการ Misdiagnosis หรือที่เรียกว่า การวินิจฉัยผิดพลาด ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้โทษหมอหรือใคร เพราะอาการ Depression นั้นมีความใกล้เคียงกับ Bipolar Type II มากๆ ซึ่งนั่นแหละ Bipolar Type II คือ Disorder ที่ผมควรจะเป็น และต้องเพิ่มกลุ่มยารักษาเข้ามาอีก

โรค Bipolar หรือที่คนเข้าใจว่า เป็นโรคของคนที่มี 2 บุคลิก คือ ขึ้นก็ขึ้นสุด ลงก็ลงสุด จะบ้าพลังก็บ้าสุดๆ ตอนไหนเฉื่อย ก็เฉื่อยแบบสุดๆ คือโรคนี้เนี่ย แบ่งออกเป็น 2 Type หลักๆคือ 1 กับ 2 โดยที่ 1 จะเป็น Mania Episode ซะส่วนใหญ่ คือ ค่อนข้าง Hyperactive มากๆ ส่วน Type 2 ก็จะไปกองที่ Depression ซะส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าลง Details แล้วเนี่ยมันจะมีแบบ Mixed อีก คือขึ้นสุดลงสุดอยู่ในคนเดียวเนี่ยแหละ ซึ่งหมอเชื่อว่าผมน่าจะเป็นแบบ Type 2 และจากสถิติพบว่า Depression กับ Bipolar Type 2 เนี่ย ถูกวินิจฉัยกลับกันเยอะมากๆ จะสังเกตุผลลัพธ์จากการใช้ยาไปในระยะหนึ่ง

ว่าแล้ว คุณหมอก็เลยสั่งยารักษากลุ่ม Bipolar มาให้ ชื่อว่า Lamictal ซึ่งถ้าไปหาข้อมูลยาตัวนี้ จะพบว่าจริงๆมันคือยากันชัก แต่ในแง่ของการรักษาทาง Mental มันคือยาที่ช่วยเรื่อง Mood Stabilizer คือการทำให้อารมณ์คงที่ไม่เหวี่ยงขึ้นลง เพราะจากที่ผ่านมาจะพบว่าตัวผมเองมีช่วงขึ้นลงบ่อยมาก อาจจะเป็นเดือนสองเดือนครั้ง แต่แต่ละครั้งมันก็รุนแรงอยู่ Lamictal เนี่ย มีผลข้างเคียงที่พบได้หลักๆคือ ผื่นที่ขึ้นตามตัว ซึ่งวิธีหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงนี้คือการ ค่อยๆเริ่มกินยาจาก Dosage ต่ำๆ แล้วขยับขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งขนาดการรักษาที่ได้ผลคือ 100mg ขึ้นไป ดังนั้นผมเลยเริ่มจาก 25mg ไป 1 อาทิตย์ แล้วก็ 50mg 75mg ตามลำดับ จนถึง 100mg

แต่กว่ายาตัวนี้จะ Kick In เข้ากับร่างกายคือจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เนี่ย จะใช้เวลา 6-8 สัปดาห์ ผมกินมาได้ประมาณ 6 สัปดาห์แล้ว ตอนนี้ที่ขนาด 100mg อาการข้างเคียงที่พบหลักๆคือ EDS (Excessive Daytime Sleepiness) หรือที่รู้กันว่า โรคหลับได้ตลอดเวลา จากปกติเป็นคนที่หลับยากอยู่แล้ว พอค่อยๆกินยาตัวนี้ไป ทำให้ “ง่วง” นอนทั้งวัน ขนาดว่านั่งกินข้าวอยู่ก็สามารถหลับได้ เหมือนวูบๆไป โดยไอ้ EDS เนี่ย รบกวนการใช้ชีวิตของผมมาก เลยปรึกษาหมอ และได้วิธีแก้อีกอย่างนึงคือ การเพิ่มยา (ตัวที่ 3 แล้วนะ)ก็คือ Ritalin 10mg

ยา Ritalin คือ ยา Methylphenidate ปกติใช้รักษาในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เพื่อให้เด็กสามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดได้นานขึ้น และแน่นอนยานี้ทำให้ผมไม่ง่วงระหว่างวันและมีพลังงานมากขึ้น ตั้งใจทำอะไรได้สำเร็จมากขึ้น ถ้าอธิบายง่ายๆคือยาตัวนี้มันมีโครงสร้างใกล้เคียงกับ แอมเฟตามีน หรือที่รู้จักกันว่า “ยาบ้า” อ่านไม่ผิดหรอกครับ มันคือยาบ้า ยาม้า ที่คนเค้าเสพย์กันแหละครับ ซึ่งสำหรับผมมันโคตรมหัศจรรย์เลยครับ ทำให้ผมมีสมาธิและความตั้งใจทำอะไรมากขึ้นในแต่ละวัน แต่ผลข้างเคียงหลักๆของมันคือ เบื่ออาหาร ซึ่งผมก็เป็นอยู่ และแอบหวังว่ามันจะช่วยลดความอ้วนของผมได้ และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่คนติดยามันจะมีลักษณะซูบผอม คือผมเนี่ยกินในขนาด 10mg เองนะ ยาม้า ยาบ้า ปกติที่เค้าติดกันเนี่ย คงกินกันเป็น 100mg ครับ อาการมันเลยรุนแรงจนเห็นภาพหลอน อดอาหารไม่รู้ตัวแบบนั้น

เอาล่ะ สรุปตอนนี้ผมก็กินยาประจำอยู่ 3 ตัว คือ ตอนเช้ากิน Lexapro 20mg (รักษาอาการซึมเศร้า) และ Ritalin 10mg (เพื่อให้ไม่เป็น EDS) และก่อนนอนก็กิน Lamictal 100mg (ทำให้อารมณ์คงที่) ซึ่งอาการตอนนี้คือ ผมก็ทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติดีครับ

แต่อาการนึงที่ยังไม่หายไปสักที คือ GAD คืออาการวิตกกังวลทั่วไป คือชอบมีความคิดว่าคนรอบตัวไม่ชอบเรา รำคาญเรา ทำให้เราไม่กล้าไปเข้าสังคมอะไรกับคนอื่นเค้าเท่าไหร่ ถึงแม้เค้าจะมาดีด้วย คุยด้วย เล่นด้วย คือคนปกติควรจะคิดได้แล้วว่า เฮ้ย เค้าไม่ได้ Bias หรือ Negative อะไรกับเรานะ แต่ผมแม่ง ลบความคิดนี้ออกไปไม่ได้สักที ทำให้เรื่องการเข้าสังคมใหม่ๆของผมค่อนข้างจะลำบากสักหน่อย ซึ่งอาการนี้ไว้จะนำไปปรึกษาคุณหมอในนัดครั้งหน้า

ณ วันนี้ ผมได้ Feedback จากคนที่อ่านบล็อคของผม (ซึ่งคนที่จะมาเจอบล็อคผมเนี่ย ก็คือคนที่หาข้อมูลพวกโรคซึมเศร้า อาการฆ่าตัวตาย อะไรทำนองนี้อยู่แล้ว) แล้วเค้าก็มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ คือเป้าหมายจริงๆของผมเนี่ย อยากให้คนเข้าใจคนที่เป็นโรคพวกนี้นะ ว่ามันมีอาการยังไง มันมีเหตุมีผลของมันนะ มันไม่ใช่เราคิดไม่ได้ มันก็เหมือนเวลาคุณหิวนั่นแหละ คุณห้ามมันไม่ได้ ก็มันหิวอะ แต่มันไม่ได้ออกอาการมาเป็นนามธรรม มันมาในรูปแบบของความรู้สึก รู้สึกว่าหิว สำหรับพวกผมมันก็คือความรู้สึกเหมือนกัน รู้สึกว่าคนไม่ชอบเรา รู้สึกว่าโลกนี้มันสิ้นหวัง รู้สึกว่าไม่มีค่า ซึ่งถ้าคุณหิว คุณรู้ว่าคุณต้องหาอะไรกินเพื่อลบความรู้สึกหิว แต่พวกผมเนี่ย ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรถึงหาย ลองมาหลายอย่างแล้ว มันไม่ได้ผล อยากให้เข้าใจกันบ้าง ไม่ใช่ไปมองว่าพวกผมอ่อนแอ จริงๆพวกผมนะเข้มแข็งมากนะ ที่ยังมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ ผมไม่เคยสงสัยว่าทำไมคนฆ่าตัวตาย อย่างที่เคยเขียนไว่้ก่อนหน้านี้ มันไม่ใช่ว่าอกหัก สอบตก เอ็นท์ไม่ติด แล้วผิดหวังฆ่าตัวตาย จริงๆมันมีอะไรที่ซับซ้อนลึกซึ้งกว่านั้นมากๆ

ยังไงก็ตาม มันก็ยากที่จะให้คนที่ไม่เป็น มาเข้าใจคนที่เป็นโรคแบบนี้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดคืออย่าไปซ้ำเติมหรือพยายามบอกว่า ทำแค่นี้ แค่นั้น เอง ง่ายๆ เพราะมันไม่เคย ไม่เคยง่ายเลยสักครั้ง ไม่เคยเลย…

DEPRESSION MEDICATION #11

เกือบจะครบปีแล้ว ที่ไม่ได้เข้ามาอัพเดตสถานะอะไรเลย อาจจะด้วยเพราะติดภาระทั้งทางหน้าที่การงาน ประกอบกับความรับผิดชอบอะไรหลายๆอย่างที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หนีหายไปไหนจากบล๊อคอันนี้ ยังคอยเข้ามาเชค มาดูเผื่อมีใครอยากติดต่อหรือขอคำปรึกษาอะไรบ้าง

ก่อนอื่นก็ขออัพเดตหน่อยว่าตอนนี้ใช้ชีวิตบนอะไรบ้าง มียาเพิ่มมา 1 ตัว นอกเหนือจาก Lexapro 20 mg นั่นก็คือ Ortrip 20 mg (หรือที่รู้จักกันว่า Nortriptyline) ยาตัวนี้ก็เป็นยากลุ่มที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าเหมือนกัน แต่ออกฤทธิ์คนละอย่างกับ Lexapro คือตัวนี้จะช่วยให้มี Motivation ในชีวิตมากขึ้น ซึ่งผลข้างเคียงมันก็มีอยู่แบบไม่ต้องสงสัย สำหรับเรามันคืออาการง่วงนอนและซึม เลยเอามาใช้กินก่อนนอน เพื่อช่วยส่งให้นอนหลับง่ายขึ้น

เรายังคงไม่หยุดเฝ้าฝันที่จะใช้ชีวิตอยู่บนยาพวกนี้ คอยปรึกษากับหมอตลอดว่าจะเลิกยาได้เมื่อไหร่ หมอก็กลัวว่าเลิกแล้วชีวิตจะร่วงลงไปตอนที่แอบเลิกกินตอนนั้น แต่เร็วที่สุดสำหรับการถอนยาก็คือเดือนธันวาคม สิ้นปีนี้ อีก 2-3 เดือนนั่นเอง หวังอยู่ลึกสุดใจเลยว่าขอให้เลิกแล้วชีวิตโอเค

พักหลังๆนี้ ก็เห็นว่ามีคนเสิชเข้ามาเจอบล๊อคเราด้วยการเสิชจากชื่อยาหรือโรคซึมเศร้าอะไรก็ตาม มีคนติดต่อเข้ามาบ้าง อีเมลล์มาแชร์เรื่องราวป่วยๆของตัวเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนแทบจะมีปัญหากับโรคนี้เหมือนกัน คือ “เราแอบคาดหวังให้คนอื่นเข้าใจเรา”

ผมชอบ Quote ของ Jonathan Davis อยู่ประโยคนึงเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า “A lot of people don’t realize that depression is an illness. I don’t wish it on anyone, but if they would know how it feels, I swear they would think twice before they just shrug it.” โอ้โห แว่บแรกที่เห็นคือแบบใช่เลย

ผมอยากแชร์ทัศนคติเรื่องนี้กับคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนๆกันว่า อยากให้เลิกคาดหวังให้คนอื่นมาเข้าใจสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเป็น วันที่ผมตัดสินใจได้ว่าไม่คาดหวังให้ใครสักคนมาเข้าใจเรา สำหรับผมมันคือการตัดสินใจที่ถูกต้องแบบสุดๆ มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้นเยอะและมีกำลังใจในการรักษาขึ้นเยอะ คุณเคยรู้สึกแบบอยากจะอ้วกใส่หน้าไอ้คนที่พูดว่า “เฮ้ย ไม่ต้องคิดมากนะ ไม่มีไรหรอก มีคนแย่กว่าเราเยอะ” หรือแบบ “อย่าเครียดนะ บลา บลา บลา” คือบางทีเราฟังเราก็หงุดหงิดนะ ไอ้โรคซึมเศร้าเนี่ยมันไม่ได้มีกลไกการซึมเศร้าแบบที่คนส่วนใหญ่คิด คนที่ไม่เคยเป็นโรคนี้แม่ง ชอบเข้าใจว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าเนี่ย คือคนที่ ต้องการคนมารักมาเอาใจใส่มากๆ เป็นคนเครียดง่าย เจอเรื่องแย่ๆนิดเดียวก็หมดกำลังใจท้อแท้ อยากตาย หรืออะไรก็แล้วแต่

ขอบอกเลยครับว่า แม่ง คนละเรื่องเลยครับ พวกเรามีภูมิต้านทานเรื่องความเศร้า ความผิดหวัง กว่าพวกคุณเยอะ แต่ไอ้โรคที่เราเป็นมันไม่ได้ควบคุมหรือขับเคลื่อนสุขภาพจิตของเราไป เพียงแค่เจอเรื่องแย่ๆหรือเครียดครับ “มันลึกซึ้งและ Beyond กว่านั้นมาก” ครับ

คนส่วนใหญ่ที่เมลล์มาหาผม ท้อใจเพราะไม่มีคนเข้าใจครับ คือเราไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากเจอใคร กลุ่มคนหวังดีรอบๆตัวก็มักจะแบบ อยากพาเราไปเที่ยว ไปเข้าสังคม ไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ไปที่ๆมีคนรักเราเยอะๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ เข้าใจครับว่าพยายามช่วย แต่ผมพูดจากใจจริงว่าแนวทางการช่วยเหลือพวกนี้ เป็นแนวทางที่ผิดครับ ไม่ได้แก้ปัญหา ไม่ได้รักษาอะไรที่ถูกจุดเลย

คำแนะนำสำหรับผมคือ การพบแพทย์และรักษาด้วยยาครับ (อันนี้คือความคิดเห็นของผมเองนะครับ ไม่ได้บอกว่ามันเป็นทางรักษาทางเดียว) คือโรคซึมเศร้าเนี่ยมันเกี่ยวกับระดับสารเคมีบางอย่างในสมองที่มันไม่สมดุล มันอาจจะมีบางอย่างที่มากไปหรือน้อยไป มันไม่ใช่จะรักษาด้วยการปล่อยวางหรืออะไรหรอกครับ มันต้องได้รับการปรับสมดุลด้วยยา เหมือนคนป่วยเป็นโรคความดัน โรคหัวใจ หรือเบาหวาน คือมันมีอะไรบางอย่างๆที่เกินหรือขาดครับ ต้องหาอะไรเข้าไปทำให้มันสมดุล ไม่ใช่แค่มีความสุข ปล่อยวางเรื่องทุกข์แล้วสมดุลในร่างกายมันจะปรับตัวโดยธรรมชาติครับ อยากให้เข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้ากันใหม่

เพราะผู้ป่วยบางคน ยังจับจุดไม่ได้ ว่าควรจะใช้ชีวิตกับโรคนี้ยังไง คนรอบข้างก็เข้ามาช่วยจนบางทีก็กลายเป็นแย่ลง แย่ลง เพราะช่วยกันไม่ถูกจุด ผมอาจจะโชคดี ที่หลุดออกมาจากจุดที่อยากให้คนเข้าใจได้ คือป่วยมากกับการคิดให้คนอื่นมาเข้าใจ ยังไงคนที่ไม่เป็นก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกครับ

สำหรับคนที่อยากเข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้า ผมอยากให้ลองดูหนัง 2 เรื่อง ที่ผมดูแล้วรู้สึกว่า เออ นี่แหละคือ Mental illness คือเรื่อง Silver Linings Playbook กับ เรื่อง Side Effect บางทีอาจจะเห็นภาพอะไรที่ชัดขึ้นครับ

ทุกวันนี้ผมโชคดี ที่มีเพื่อนคนที่เป็นโรคเครือๆเดียวกัน คือเราคุยกันแล้วก็จะเข้าใจมากๆ เรื่องบางเรื่องที่เราเจอเรารู้สึก คนที่ไม่เข้าใจเราจะพูดว่า “เฮ้ย .. มึงคิดไปเองป่าว” “โอ้ย เรื่องแค่นี้เอง ไปดูคนที่ลำบากหรือเจอเรื่องแย่กว่าเราสิ เค้ายังสู้เลย” แต่ถ้าคนที่เข้าใจเค้าจะเก็ทครับ ว่าทำไมเราถึงรู้สึกอะไรแบบนั้น ขอให้แค่เราอดทนครับ

“เดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง…”

Depression Medication #9

เมื่อเรารับมือโรคซึมเศร้าไม่ได้…

ผมเผชิญหน้ากับโรคซึมเศร้ามาได้หลายปีแล้ว แล้วผมก็ตัดสินใจไปหาหมอและกินยาเพื่อรักษาโรคซึมเศร้าอยู่ประมาณครึ่งปี ถามว่าดีขึ้นมั้ย คำตอบคือมันก็ดีขึ้น ดีขึ้นมากๆ มันทำให้ผมใช้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ

ในประเทศไทย ผมว่าเรายังไม่ค่อยยอมรับและเข้าใจว่า โรคซึมเศร้า มันเป็นยังไง คนไทยส่วนใหญ่(จากประสบการณ์ส่วนตัว)เข้าใจว่า โรคซึมเศร้าคืออาการของคนที่ซึมๆไม่อยากยุ่งกะใคร เก็บตัวคนเดียว ไม่เข้าสังคม เพราะคิดว่าตัวเองมีปัญหา มีความทุกข์ หลายคนมองว่าเขาเหล่านั้นอ่อนแอ คิดไม่ได้ ไม่สู้ชีวิต ลามไปถึงประเด็นเมื่อมีคนฆ่าตัวตาย หลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า คิดไม่เป็น อ่อนต่อโลก ไม่รู้หรอว่าข้างนอกมีคนลำบากกว่าเราเยอะ แต่ผมบอกจริงๆ พวกนี้แม่งคือไม่เป็น ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นยังไง มันแย่แค่ไหน มันไม่ใช่ว่าเอนท์ทรานซ์ไม่ติดฆ่าตัวตาย หรือทำหน้าแล้วไม่สวยแล้วฆ่าตัวตาย มันไม่ใช่ว่าบ้านมีปัญหาแล้วฆ่าตัวตาย มันไม่ใช่แค่แฟนทิ้งแล้วฆ่าตัวตาย มันแม่งลึกซึ้งกว่านั้นเยอะครับ

ผมอยากจะแชร์เรื่องเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าให้ฟังนะ จากในมุมมองคนที่เป็น จากประสบการณ์ตรง จากคนที่ยอมรับโรคและกล้าที่จะรักษา ไม่ใช่เอาข้อมูลมาจากกูเกิ้ลที่จะอธิบายว่าโรคซึมเศร้าเป็นยังไง นั่นมันเป็นอาการภาพรวม แต่ลึกๆมันพิลึกกว่านั้นเยอะครับ

โรคซึมเศร้ามันส่งผลอะไรบ้างกับผมตลอดเวลาที่ผ่านมา อธิบายแบบตื้นๆนะครับ เป็นเหมือนพวกกลัวความสุขครับ คือกลัวตัวเองมีความสุข จะไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุข จะต้องหาเงื่อนไขหรืออะไรก็ได้มาขัดขวางความสุขของตัวเอง ฟังดูไม่เมคเซนส์นะครับ คนอ่านถึงตรงนี้หลายคนอาจจะตลก คิดว่ามึงบ้าป่าว ปัญญาอ่อน ผมอยากจะบอกว่า คุณคิดไม่ออกหรอกถ้าคุณไม่เคยเป็น เพราะคุณไม่เคยมีประสบการณ์แบบนั้นไง ไม่เหมือนความเจ็บทางกายที่ใครๆก็เคยเป็น เคยหกล้ม เคยเป็นแผล เคยถูกมีดบาด เคยนู่นเคยนี่ คุณมีประสบการณ์ว่าความเจ็บมันเป็นยังไง เวลาคุณเห็นคนถูกมีดกรีด เลือดไหลซิบๆคุณก็เข้าใจว่า อ๋อ แม่งต้องเจ็บแน่ๆ (คือคิดภาพออกว่าเจ็บมันเป็นยังไง รู้สึกยังไง) ผมเชื่อว่า ถ้าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคในกลุ่มนี้ พอผมบอกว่า กลัวมีความสุข ทุกคนก็จะเก็ท ว่ามันเป็นยังไง

ส่วนเความรู้สึกจากโรคนี้ที่ลึกกว่านั้นผมจะค่อยๆทยอยเล่าให้ฟังครับ (จะพิมพ์ตามที่นึกออก ไม่ได้มาเรียบเรียงอะไรนะครับ อ่านแล้วอาจจะงงๆบ้าง) อย่างแรกเลยครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะบอกว่า โอ้ยทีี่มึงมีอยู่อ่ะ ดีกว่าอีกหลายคน ที่มึงเป็นอยู่อ่ะดีแล้ว มีคนรักมึงมากมาย มึงทำนู่นทำนี่ได้ ผมอยากจะบอกว่า ผมคิดทุกอย่างเพื่อมาลบความคิดนี้แล้วครับ แต่แม่งทำไม่ได้ครับ พยายามคิดว่า เอ้ย เราก็ทำอันนี้ได้ทั้งๆที่หลายคนทำไม่ได้ เราก็มีคนที่รักเรา หวังดีกับเรามากมาย ผมมีเพื่อนคนนึง คือเพื่อนคนนี้ เขาอยากเข้าเรียน คณะ เดียวกับผม ซึ่งผลปรากฏว่า ผมติดและมันไม่ติด ทุกวันนี้เวลามันเครียด มันก็จะโทรหาผม บ่นบ้างว่า อยากเรียนคณะที่ผมเรียน เพื่อนที่มันเรียนอยู่ไม่เวิร์คเลย บลาบลาบลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันควรจะทำให้ผมคิดได้ว่า เอ้ย เห็นไหมมีคนที่แย่กว่าเรานะ มีคนที่ไม่สมหวังนะ เนี่ย เราสมหวัง แต่เชื่อป่ะครับว่า ไม่ได้ช่วยลบความคิดที่ Negative กับตัวเองออกไปเลย คือผมพยายามแล้วนะ ไม่ใช่คิดไม่ได้

ต่อมาคือความรู้สึก insecure แบบสุดๆ หลายคนอาจสงสัยว่า insecure หรือว่าไม่ปลอดภัยมันเป็นยังไง ผมจะลองพยายามอธิบายเป็นรูปธรรมที่สุดล่ะกันครับ คือมันเป็นความรู้สึกกังวลแบบหนักๆ เหมือนคนนอยด์มากๆ หรือคุณต้องอยู่กับคนที่คุณรู้ว่าเขาไม่ชอบคุณ หรือความรู้สึกที่คุณต้องไปอยู่ที่ที่คุณไม่อยากไป คุณไม่ชอบ แล้วคุณอยากกลับบ้าน เพราะรู้สึกว่าบ้านปลอดภัย ไอ่ที่ๆคุณอยู่แล้วรู้สึกอยากกลับบ้านนั่นแหละมั้งที่เรียกว่า insecure คือผมเป็นหนักมากๆหลังจากเลิกยาไปสักพักใหญ่ๆ (ก่อนหน้ากินยาเป็น แต่ยังไม่หนักเท่าตอนนี้) คือผมจะรู้ insecure ตลอดเวลา ไม่ว่าผมจะอยู่กับเพื่อน เดินห้าง กินข้าว เดินทาง และที่เหี้ยที่สุดที่คือผมรู้สึก insecure แม้ว่าผมอยู่ในห้องส่วนตัว ในบ้าน คนเดียว คือสำหรับผม บ้านเนี่ย คือที่ๆแม่งควรจะ feel safe ที่สุดละ คือไปเจอเหี้ยไรมา ขอแค่กลับบ้านก็ควรจะสบายใจ แต่อาการผมเนี่ยตอนนี้ไม่มีอะไรรั้งอยู่ คือทั้งๆที่ผมรู้นะว่า เพื่อนผมดี ครูผมดี พ่อแม่พี่น้อง ผมดี ทุกคน friendly กับผม ทุกคน happy กับผมหรือไรก็แล้วแต่ ผมก็ยังรู้สึก insecure อยู่และพักหลังๆนี่เป็นมากๆเลยครับ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนกับใครหรือคนเดียว แม่งโคตรแย่

ต่อมาคือ เรื่องดีๆหรือเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นในชีวิต แม่งก็เหี้ยหมด กล่าวคือ เวลาสมมติมีอะไรที่ดีเกิดขึ้น เช่น ทำงานแล้วคนชม หรือพยายามแล้วสำเร็จ ที่ผมเฟลสุดๆคือผมไม่เคยยินดีกับมันได้จริงๆเลย ไม่รู้สึกภูมิใจในตัวเอง (ทั้งๆที่รู้ว่าควรรู้สึก ชีวิตเราควรได้รับรางวัลในชีวิตบ้าง) แต่ผมทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น ผมเอ็นติดขณะที่ผมอยากเรียน แล้วไง สิ่งที่ควรคิดคือ เนี่ยๆเห็นมั้ย มีอีกหลายพันหมื่นคนผิดหวังที่เอ็นไม่ติดนะ กูเก่งแล้วว กูโชคดีแล้ว แต่แม่งทำไม่ได้ครับ คือสิ่งที่คิดคือ คนอื่นเก่งกว่ากูเยอะ กูฟลุก กูไม่ได้เก่งอะไรเล้ย แล้วเวลามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแล้วเรามีส่วนกับสิ่งนั้น เช่น งานกลุ่มเราไม่ดี ทั้งๆที่ไม่ใช่ความผิดเราเลยสักนิ๊ด แต่แม่ง จะหาเรื่องมา blame ตัวเองได้ ว่าเรามันแย่ เรามันไม่ดี ทำให้ออกมาไม่ดี เห็นมั้ยเป็นเพราะเรา (ทั้งๆที่ลึกๆก็รู้ว่า แม่งความผิดมึงชัดๆไม่เกี่ยวกะกู) อาจจะเหมือนพวกเสพย์ติดความทุกข์อ่ะครับ หรือเอะอะก็โยนความผิดให้ตัวเอง จนมันส่งผลให้รู้สึกแย่กับตัวเองมากๆ

อาการเหล่านี้ ดันมาประกอบกับนิสัยส่วนตัวของผมอีก คือผมรู้ว่าตัวเองเป็นคนที่มีกำแพงมากมากมาก คือจะไม่ยอมให้ใครเข้ามารู้จักตัวเองมากเกินไป (แม้แต่คนในครอบครัว) แต่ผมก็จะมีวิธีทำให้พวกเขารู้สึกว่าใกล้ผมมากพอ ซึ่งนิสัยตรงนี้ทำให้ผมไม่พูดอะไรกับใครทั้งสิ้น มีอะไรหนักใจก็จะเก็บไว้และก็เชื่อว่าตัวเองจะผ่านไปได้ และก็ผ่านไปได้หลายครั้ง แต่มาทุกวันนี้ไม่แน่ใจว่าเราผ่านมันมาได้จริงหรือเปล่าว่ะ หรือว่าเราแบกมันมาตลอด ?

คือที่ผมอยากจะอธิบายระบบการทำงานของโรคซึมเศร้าตามหลักวิทยาศาสตร์แบบง่ายๆ คือมันเกิดจากปริมาณสารเคมีในสมองบางชนิดมันมีมากหรือน้อยเกินไป (คือมันไม่สมดุล) (เขาว่ากันว่าสารนั้นคือ สารเคมีที่เรียกว่า เซโรโตนิน Serotonin) คือมันสารที่ทำให้เราใช้ชีวิตประจำวันของเราไปในแต่ละวัน แต่เชื่อว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าเนี่ย มันมีสารนี้น้อย ยากลุ่มแก้อาการซึมเศร้าเลยใช้ยาที่เรียกว่า SSRIs (selective serotonin reuptake inhibitors) อธิบายง่ายๆคือ มันไปเพิ่มระดับสาร Serotonin ในสมอง ทำให้เราใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติเหมือนคนอื่นเค้า ซึ่งสมองมันควบคุมทุกอย่างในร่างกายใช่ป่ะ ดังนั้นพอระดับสารมันเปลี่ยนปุ๊ป ทุกระบบในร่างกายเลยต้องปรับตัวใหม่ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมยากลุ่มนี้ถึงมี Side Effect ที่เยอะเหี้ยๆ ไม่ว่าจะเป็น ท้องเสียท้องผูก นอนไม่หลับหรือง่วงตลอดเวลา เหงื่อออก หายใจไม่ทัน กินไม่ลงหรือหิวตลอด อาเจียนตลอดเวลา บลาบลาบลา นั่นเพราะว่า ระบบขับถ่าย ระบบย่อย ระบบหายใจ และทุกๆระบบในร่างกายเรา มันต้องปรับตัวให้สมดุลกับปริมาณสารใหม่นี้นี่แหละ

มาถึงเรื่องที่แย่ที่สุดของโรคซึมเศร้าที่ทุกคนน่าจะเข้าใจตรงกัน นั่นก็คือ มันจะนำไปสู่การฆ่าตัวตาย สำหรับผมนะ คือที่ผ่านมาเนี่ยคิดเสมอเลยว่า คนที่ฆ่าตัวตายแม่งงงงงโง่สาดดด คิดไม่เป็นหรอออ รู้มั้ยมึงตายไปเนี่ย คนอื่นเค้าเสียใจชิบหายนะ พ่อแม่เลี้ยงมึงมา เสียตังค์ไปเท่าไหร่ ทุ่มเทไปเท่าไหร่แล้วมึงมาตายหรออ เหี้ยยเอ้ยย แค่เอ็นไม่ติดเนี่ยนะ โง่สาดดด แฟนทิ้งหรอ ปัญญาอ่อนว่ะ แฟนแม่งก็หาใหม่ได้ เค้าไม่ใช่ทั้งชีวิตมึงหรอกก ควายยยย

อย่างหนึ่งคือว่า นิสัยผมเป็นคนที่ไม่ชอบแชร์ความทุกข์หรือเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังครับ มีปัญหาอะไรก็จะพยายามแก้เอง คือเหมือนมีนโยบายว่า กูจะไม่ทุกข์ให้ใครรู้ว่ากูทุกข์ ประมาณว่าไม่อยากให้ใครมาสงสารอะไรเท่าไหร่ครับ ผมมีคนที่มาขอคำปรึกษาผมบ้าง และผมสามารถให้คำแนะนำดีๆ แง่คิดดีๆบ้าง ผมเป็นคนที่พยายามแก้ปัญหาทุกอย่าง คือมีทัศนคติมาตลอดว่าทุกปัญหามีทางออกนะ และผมก็พยายามศึกษาโรคซึมเศร้า ทั้งปรับทัศนคติ วิธีคิด หรือแม้แต่ศึกษาธรรมะ คือผมก็ได้ลองพยายามทำเกือบทุกอย่างที่คิดว่าจะช่วย จนกระทั่งไม่ไหว เลยมาปรึกษาหมอและกินยา พอกินยาแล้วดีขึ้น ดีขึ้นมากๆ ผมก็ไม่อยากใช้ชีวิตแบบ depend on ยา เลยตัดสินใจหยุดยาในระยะที่สั้นที่สุดคือครึ่งปีแล้วหยุด ซึ่งแม่ง ปรากฏว่าไม่เวิร์ก

คือตอนนี้ผมแม่ง โคตรเศร้าอ่ะ แล้วก็เศร้าแบบไม่มีเหตุผล คือผมมานั่งลิสต์ว่าผมควรเศร้าจากเรื่องอะไรบ้าง แม่งพูดตรงๆลิสต์มาก็น้อย แล้วก็รู้สึกเป็นเรื่องเล็กๆทั้งนั้น แต่ก็นะ มันเลิกความคิด หยุดความรู้สึกกันไม่ได้นิหว่า เหมือนคุณโกรธใครสักคน มันไม่ใช่ว่าคุณคิดว่าไม่โกรธแล้วมันจะหาย มันจะมีอะไรสักอย่างมาบรรเทาความโกรธหรือได้ระบายอะไรออกมา นั่นแหละมันไม่ได้หายไปง่ายๆหรอกครับ

แต่สารภาพเลยครับ ว่า ณ วันนี้ วินาทีนี้ ที่เขียนบลอคนี้อยู่ ผมมีความคิดฆ่าตัวตายมาประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว (รู้นะว่าฆ่าตัวตายไม่ดีนะ บาปนะ ลองคิดถึงพ่อแม่สิ คิดถึงเพื่อน คิดถึงคนที่รักเราสิ อยากจะบอกว่าพวกนี้คิดมาหมดแล้วครับ แต่ไม่มีอะไรหักล้างได้)คือคุณลองคิดดูสิครับว่า ความรู้สึกที่คุณไม่แคร์ว่ามีคนเป็นห่วงคุณ มีคนรักคุณ มีคนต้องการคุณ แต่คุณก็ยังรู้สึกไม่ดีกับตัวเองอีก จะมองโลกในแง่ดีแค่ไหน คุณก็หลุดออกมาจากความคิดนั้นไม่ได้ ประกอบกับคุณรู้สึกไม่ปลอดภัย แม้ว่าคุณจะอยู่คนเดียว อยู่ในห้องน้ำคนเดียว อยู่ในบ้าน สถานที่ที่คุณควรจะรู้สึกสบายใจที่สุด วันๆคุณนั่งตอกย้ำตัวเองในความไม่ดีของตัวเอง หรือโทษตัวเองในหลายๆเรื่อง(ที่แม่งไม่ใช่เรื่องของคุณ) คือต่อให้จะมีคนที่รักคุณ มาบอก เฮ้ยย กูรักมึงนะ ถ้ามึงตายไป กูจะอยู่ยังไง พ่อแม่มึงล่ะ บลาบลาบลา ขอบอกครับคือแม่งไม่มีประโยชน์เลย กูลองคิดทุกสิ่งที่พวกมึงจะพูดมาหมดแล้ว แล้วยังไงล่ะทีนี้ คุณรู้สึกแย่กับตัวเอง ในขณะที่คุณรู้สึกไม่ปลอดภัยแม้จะอยู่คนเดียว มันเท่ากับว่าคุณไม่มีทางออกไปไหน ดังนั้น ความตายมันคือทางเดียว ที่คุณไม่ต้องทนทุกข์กับความรู้สึกนี้ในวินาทีข้างหน้า ฉะนั้นตายดีกว่า

ถ้าคนอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดคำถามว่า เอ๊า มึงรู้สึกแบบนี้มา 2 อาทิตย์ยังไม่ตายอีกเรอะ ก็คือผมก็พยายาม handle สถานการณ์นี้อยู่ครับ และจะขอดูอาการอีกสักพัก ถ้าไม่ไหวคงเลือกจะกลับไปกินยา แล้วก็ยอมรับว่าตัวเองป่วย แล้วชีวิต depend on ยาก็ไม่ใช่เรื่องแย่ คนเป็นเบาหวานก็ต้องกินอินซูลินตลอด เป็นมะเร็ง เป็นอะไรเป็นเยอะแยะ เราก็เป็นแค่โรคนึง แค่นั้นแหละ (พูดง่ายเนอะ) หรือบางคนอาจคิดว่า โอ้ยยย ชีวิตมึงดีกว่ากูเยอะ กูลำบากกว่ามึงเยอะ กูยังไม่เห็นเป็นไร มึงนี่อ่อนแอ ผมก็อยากบอกว่า หนึ่งครับ มันไม่เกี่ยวกับ ผมกำลังพูดถึงระดับสารเคมีในสมองว่ามันส่งผลต่อผมอย่างไร และสองครับคุณไม่รู้หรอกครับว่าผมผ่านอะไรมาบ้าง เพราะผมไม่ใช่ประเภทเล่าให้คนอื่นฟัง คือผมก็มี background ที่ trauma เยอะไม่น้อยกว่าคนอื่นครับ แต่ก็อย่างที่บอกคือผมก็ไม่ชอบให้ใครมาเห็นใจหรือสงสารเท่าไหร่ แล้วก็ผมรับผิดชอบตัวเองครับ

ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้ยังไง คือโรคซึมเศร้ามันก็เป็นโรคที่เกิดจากสารเคมีในสมองเหมือนๆกับกลุ่มโรค hyper โรคย้ำคิดย้ำทำ ที่แบบ คนที่ต้องเก็บของเรียบร้อยตลอดเวลา ต้องล้างมือตลอดเวลา คือพวกคุณเห็น พวกคุณไม่เข้าใจหรอกว่า เวลาที่เขาเห็นของวางไม่เรียบร้อย มันรู้สึกทรมานแค่ไหน คือแม่งต้องเข้าไปจัดให้เข้าที่ หรือแบบว่ารู้สึกว่ามือแม่งสกปรกตลอดเวลา ทั้งๆที่ก็รู้ว่าไม่หรอก ไม่สกปรกหรอก แต่ก็ต้องล้างมือเพื่อให้ความรู้สึกนั้นหายไป

ก็มันเป็นอาการทางจิต มันเป็นนามธรรม เป็นความรู้สึก มันอธิบายให้คนเข้าใจยาก มันไม่เหมือนโรคทางกาย ที่เป็นมะเร็ง แล้วคีโม แล้วผมร่วง หรือเป็นแผลสด แผลเปิด เจ็บ แสบ โดนยุงกัดแล้วคัน พวกนี้มันเป็นรูปธรรม มันเห็นภาพ มันเก็ท ส่วนเรื่องความรู้สึกแม่ง มันเข้าใจกันยาก…

บอกเลย โรคซึมเศร้าแม่งโหดครับ และถ้าคุณไม่เป็น คุณไม่รู้หรอกครับว่ามัน Suffer ขนาดไหน

Depression Medication #8

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม 2555

จากวันสุดท้ายที่เลิกกินยา Lexapro ถึงวันนี้ ก็ประมาณ 32 วัน ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า การถอนยาครั้งนี้ ประสบความสำเร็จหรือไม่…

ช่วง 1-2 อาทิตย์แรกๆของการหยุดยา มี Side Effect ที่เกิดขึ้นทางร่างกายมากมาย เช่น หายใจไม่ทัน หน้ามืด แต่กลับกลายเป็นอยากอาหาร ซึ่งส่งผลให้น้ำหนักขึ้นถึง 4 กิโลกรัมเช่นกัน และตามมาด้วยอาการง่วง แต่ก็หลับไม่เต็มอิ่ม อาการทางกายเหล่านี้ค่อนข้างเป็นอุปสรรคในการชีวิตมาก แต่สิ่งที่ดีคือมันค่อยๆหายไปตามกาลเวลา ถ้าว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือ ร่างกายเริ่มปรับสมดุลให้เข้ากับปริมาณสารเคมีในสมองที่เปลี่ยนไปแล้วนั่นเอง… ซึ่งระหว่าง 2 อาทิตย์แรกของการหยุดยานั้น สภาพจิตใจก็ขึ้นๆลงๆ แต่คงเป็นเพราะสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ ทำให้ผมไม่ค่อยสนใจสภาพจิตใจเท่าไหร่

แต่ 2 อาทิตย์ล่าสุดนี้ ที่สภาพร่างกายกลับเข้าสู่ปกติ เลยทำให้สุขภาพจิตใจไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป เพราะทุกความรู้สึก ทุกความเคลื่อนไหว ทุกความคิด มันชัดเจนมากมาก อาทิตย์ที่แล้วขอเรียกว่าอาทิตย์ซอมบี้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็นซอมบี้มาก คือไม่มีความรู้สึก ไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีความต้องการใดๆ (ยกเว้นเรื่องจะลดความอ้วน) ไม่โกรธ ไม่เศร้า ไม่เสียใจ ไม่ขำ เหมือนทุกอย่างรอบตัวมันมีแต่สีขาวดำ มันไม่มีสีสัน ไม่มีอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น แต่อย่าคิดว่านี่เป็นอาการที่ดูดี เพราะที่แย่คือ พอเราไม่มีอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น มันทำให้เรารู้สึกไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น หมายถึงว่าเราไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น หรือแม้กระทั่งไม่สนใจตัวเอง … อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมพูดจาไม่ดีกับหลายๆคนไป คือปกติผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากๆ แบบถ้าต้องพูดอะไรที่เซนซิทิฟหรือรุนแรง ผมก็จะพยายามหาคำพูดซอฟหรือวิธีการบอกที่จะทำให้ผู้ฟังนั้นสบายใจที่สุด แต่คราวนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกต่อไป ผมคิดอะไรก็พูด โดยไม่สนใจความรู้สึกผู้ฟัง แล้วก็แค่รู้สึกว่า “เรื่องของมึง” ซึ่งมันแย่มากๆ เพราะผมไม่แคร์และไม่รู้สึกผิดกับการกระทำแย่ๆเหล่านั้น ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นเรื่องไม่ดีเลย…แต่ก็กูไม่แคร์นิ

แต่นั่นยังไม่ใช่อาการที่แย่ที่สุดสำหรับผม จากอาการซอมบี้ กูไม่แคร์มึง ที่ทำให้ผมแม่งไม่รู้สึกแคร์ใครอะไรเลยจริงๆ อีกอาการที่ตามมาคือ ความวิตกกังวลขั้นเทพที่ไม่รู้พรั่งพรูออกมาจากไหน… มันทำให้โลกทั้งใบมันเฟลสุดๆ รู้สึกแย่กับทุกอย่างรอบตัว รู้สึกแน่นหน้าอก รู้สึกไม่ปลอดภัย (ไม่ปลอดภัยทางด้านความรู้สึก ไม่ใช่ทางร่างกาย) หลายคนอาจคิดไม่ออกว่าเป็นยังไง ผมคิดว่าน่าจะเหมือนเวลาเราโกรธอะไรมากมาก แต่เราทำอะไรไม่ได้ เราจะรู้สึกแน่น รู้สึกจุกที่หน้าอก บ้างอาจจะระบายได้ด้วยการทำลายข้าวของ หรือตะโกนเสียงดัง หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่สำหรับผมมันแค่รู้สึกแย่ๆ แล้วก็จุกแน่นอยู่ที่หน้าอก ทำอะไรไม่ได้ แล้วก็เฟลกับตัวเองอย่างที่ไม่มีเหตุผลมาอธิบาย แต่แค่รู้สึกแย่มากมากเท่านั้น

ส่วนฉากสำคัญของอาการผมก็คือ เมื่อความรู้สึก กูไม่แคร์ใคร + อึดอัดทรมานจุกแน่นที่หน้าอกแบบไม่รู้จะระบายยังไง มาเจอกันเนี่ย มันทำให้ อาการของโรคซึมเศร้าเนี่ย มันอัพเลเวลขึ้นไปขั้นคือ การฆ่าตัวตาย เพราะพอคนเราอยู่ในสภาพที่อึดอัดแล้วหาทางระบายไม่ได้เนี่ย มันจะอัดอั้นทำอะไรไม่ถูก คิดอย่างเดียวอยากให้ความรู้สึกนี้หายไป ทางออกที่เจอก็คือความตาย พอมาประกอบกับความรู้สึก กูไม่แคร์ใคร นั่นแหละ การตัดสินใจเรื่องความตายมันเลยกลายเป็นเรื่องง่ายแบบสุดสุดไปเลย

แต่ผมคงยังไม่ไปทำอะไรแบบนั้นหรอก…เพราะคนที่คิดจะตายจริงๆเค้าจะไม่มาโพธนาบอกคนอื่นแบบนี้ ตอนนี้ผมขอรอดูอาการต่อไปก่อน ถึงแม้ว่า ณ ขณะที่พิมพ์อยู่นี้แม่ง…มันแย่มากมาก

ไม่ต้องแปลกใจอีกต่อไปเลยว่าทำไมโรคซึมเศร้ามันถึงส่งผลถึงขั้นฆ่าตัวตาย ผมคิดว่ามันคงมีกระบวนการประมาณที่ผมเจอ สำหรับบางคนอาจจะซับซ้อนกว่านั้น แต่อยากจะฝากอะไรไว้ตรงนี้หน่อยว่า เวลาที่พวกคุณคุณเห็นคนที่ฆ่าตัวตายไป แล้วคุณไปบอกว่าเขาโง่ เขาคิดไม่เป็น มีการศึกษาซะเปล่า หรืออะไรต่อมิอะไร สำหรับผมนะ การฆ่าตัวตายมันเป็นผลจากโรค จากอาการป่วย จากการที่สารเคมีในสมองมันมีบางอย่างมากไปหรือน้อยไป ส่งผลให้ความคิดต่างๆมันไม่มีเหตุและผลที่เหมาะสม ผมเข้าใจนะ ถึงแม้คุณจะมาพูดว่า พ่อแม่เลี้ยงเรามา บลาบลาบลา จะมาตายหรอ หรือ มีคนที่รักมากมาก อย่าตายเลย แต่เชื่อเหอะ ตอนนั้นแม่ง … กูไม่แคร์

จะว่าไปเรื่องสารเคมีในสมองมันก็มหัศจรรย์มากเลยนะเออ คือเมื่อก่อนผมเนี่ย มีความคิดฝังหัวมากๆว่า ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับว่าเราคิดได้ คิดเป็น ปล่อยวางได้ คนฆ่าตัวตายแม่งกาก โง่สุดๆ แต่เชื่อมั้ย คุณลองไปดูพวกคนที่เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ไบโพลาร์ ฯลฯ (โรคที่เกิดจากระดับสารเคมีในสมองมันไม่สมดุลอ่ะ) เช่น คนที่ต้องล้างมือหลังทำกิจกรรมทุกอย่าง เหมือนแบบกลัวเชื้อโรคมากๆ คืออาการพวกนี้ มันมาจากสารเคมีในสมองจริงๆนะ พอมีตัวยาไปปรับ มันก็เข้าที่กลายเป็นเหมือนคนอื่นๆ เพราะคนอื่นๆมีระดับสารเคมีในสมองระดับเลยไม่วิตกกังวล หรือต้องทำอะไรแปลกๆ คนที่สารเคมีในสมองมีอีกแบบ มันก็เลยกลายเป็นคนแปลก กลายเป็นคนป่วย

แต่ก็เข้าใจ ว่าของแบบนี้ไม่เจอกับตัวเองไม่รู้หรอกครับ

โชคดีครับ

Depression Medication #6

I (hope I) will be free soon

On my last visit with my doctor, we agree to begin weaning off Lexapro, after taking it for about half-year. I just didn’t want to depend on any medication forever.

In withdrawal process, the doctor suggest me to wean off very very slowly for avoiding the side effect. Normally I took this 20 mg per day but now going on 15 mg for 2 weeks and 10 mg for 2 weeks and 5 mg for 2 weeks and then I will be free…

Today is the 5th days of taking Lexapro 15 mg. I’m not sure it is a good idea. Because I’m begin to have a little depress right now…

Wish me luck ;)

 

Depression Medication #5

On my recently blog I have told you that I’m getting worse. Edronax 4mg didn’t help me and Lexapro 10mg doesn’t work anymore. But I’m here to tell you that something change.

I met my doctor on 21 November and told him about my depression issue. We talked a lot but I had better summarize these thing. If i ever getting better on Lexapro although it was a short time that mean Lexapro works on me. For the getting worse issue, there are many ways to fix this. One is I already tried; adding another drug to combination with Lexapro (in my case it was Edronax) and it doesn’t work. The other ways are to raise the dosage of Lexapro or change Lexapro to others. In that moment, i was thinking about side effect when my body get the new drug; it was the nightmare. So i decided to raise the dosage of Lexapro from 10mg to 20mg.

On the first two weeks of taking Lexapro 20mg, it was terrible time. I experience some side effect like I did the one before (not too much like the first time on Lexapro). I feel desperate and hopeless on that time. I didn’t expect to wake up one day miraculously change my feeling. But I think I still exactly the same, nothing seems to change.

But one day I realize that where beforehand I would look on to doing something with trepidation, and I wouldn’t be able to motivate myself to do anything. Now I seem to just get up and do it ! It was creep in very slowly and unnoticed at first. Today is the 17th day of taking Lexapro 20mg. I feel  I was change to the new one. I’m happier. I can more socialize with people. I have more motivation to do everything. Inspiration is just all around me. I am passionate about many things in life. I can see the bright side of mine. I can sleep better (but still need Circadin haha) And the last one of downside that impact my life is I’m losing my libido haha. BUT IT IS WORTH !! :-)