เรามีเว็บแล้วนะ : ) I’ve got my own site!

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านนะครับ

ใครผ่านมาเจอบลอคนี้ จริงๆก็ยัง live อยู่ แต่ว่าผมมีบลอคที่ทางการกว่านี้ ทำกับเพื่อนครับ ฝากติดตามกันด้วย

Facebook: http://www.facebook.com/moodytwenties

Blog: http://www.moodytwenties.com

ขอบคุณครับ : )

เป็นกำลังใจให้ทุกคนนครับ ว่างๆแวะมาคุยกันอีกนะครับ

Advertisements

DEPRESSION MEDICATION #13

Goodbye Lexapro

โพสนี้ เราขออุทิศให้กับ Lexapro บทสุดท้ายที่เราจะอยู่กันด้วย : )

วันที่ 1 สิงหาคม 2558 คือวันสุดท้ายสำหรับผมกับ Lexapro จาก 20 mg ลดเหลือ 10 mg ลดเหลือ 5 mg จนวันที่ไม่ได้กินอีกเลย

ย้อนให้ฟังคร่าวๆอีกครั้ง ว่า Lexapro คืออะไรแล้วมันผูกพันกับเราได้ยังไง ในมิติไหน

ย้อนกลับไปวันแรกที่ได้กิน Lexapro (2 สิงหาคม 2554) สิริรวมผมก็อยู่กับมันมา 4 ปีเต็มๆ ครบสมบูรณ์ Lexapro คือยาต้านซึมเศร้า ที่มีช่วยผมไว้มาก ถึงแม้บางครั้ง side effect เค้าจะไม่น่าพิศมัยเท่าไหร่ แต่ก็คุ้มค่ากับผลที่ได้รับ

บางครั้ง lexapro ก็ทำให้เรากลายเป็น Zombie คือเราไม่เหลือความรู้สึกอะไร เราไม่รู้ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งสิ้น เราไม่มีแรงจะลุกไปทำอะไร เราไม่ enjoy กับอะไรก็ตามที่เราเคยหรือเราอยาก side effect ก็โจมตีเรามาก ทั้งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น อาการนอนไม่หลับ ใจเต้นแรง กินเหล้าก็ไม่ได้ กินกาแฟก็ใจสั่น แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น มันก็คุ้มกับความที่เราไม่ต้องตกอยู่ในภาวะ depression แบบสุดติ่ง อันจะ lead ไปสู่การริเริ่มความคิดฆ่าตัวตาย

ย้อนกลับไปตอนกิน Lexapro ครั้งแรกก็โดนรับน้องไปหนักไปเหมือนกัน แล้วคิดหรอว่าตอนเลิกจะไม่มีเลี้ยงส่ง แน่นอนเค้าคงไม่อยากให้เราลืม เลยจัดมาสักชุดนึงใหญ่ๆ ซึ่งในอินเตอร์เน็ตเค้าว่ากันว่า Side effect จะรุนแรงและยาวนาน แปรผันตามระยะเวลาและขนาดโดสที่เราอยู่กับมัน

ถึงแม้ว่าการค่อยๆลดปริมาณโดส จนค่อยๆเลิกกินไป เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด แต่ยังไง side effect มันก็มีอยู่บ้างแหละ ร่างกายเรา เราอยู่กับมันมาตั้ง 4 ปี พอมันหายไปจากร่างกาย ร่างกายมันก็คงตกใจเหมือนกันเนอะ ลองคิดดูว่า Lexapro ช่วยผลิตระดับ serotonin ในร่างกายเรามาตลอด พอวันนึงเราเลิกไป เท่ากับว่าปริมาณ serotonin มันก็ลดฮวบ ร่างกายเราเลยพยายามที่จะแก้ไขมัน พยายามที่จะสร้าง serotonin มาชดเชยเพื่อให้อยู่ในสภาวะสมดุล อันส่งผลให้เกิด side effect มากมาย ซึ่งเราจะขอสรุปให้คร่าวๆเป็น 4 สัปดาห์จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม

อาทิตย์แรกของการเลิกยา Lexapro แน่นอน ขอแบ่งเป็น 2 part หลักๆคือ physical กับ mental ล่ะกัน ในด้าน physical อาการหลักๆคือ คลื่นไส้ อาเจียน ตลอดทั้งสัปดาห์ ตามมาด้วยอาการปวดหัวกับ brain zap แล้วก็เริ่มรู้สึกป่วยเบาๆตลอดเวลา ส่วนในด้าน mental บอกเลยว่า down ลงไปมาก คือคงเพราะว่าทางร่างกายเราก็รู้สึกป่วย มันทำให้อึดอัด ประกอบกับเราเริ่มวิตกกังวล วิตกกังวลว่า มันจะกระทบงาน มันจะกระทบอะไรบ้าง จนเป็น Anxiety หนักๆ อาทิตย์นั้น เราขอเจ้านายกลับบ้านก่อนตลอด เพราะเราไม่ไหวจริงๆ

อาทิตย์ถัดมา ด้าน physical เราก็ยังเป็นอยู่ แต่เป็นในระดับที่ soft ลง อาเจียนน้อยลง ปวดหัวจี๊ดๆบ้าง แต่มีอาการหน้ามืดตลอด ลุกนั่งเร็วๆไม่ได้ โลกหมุนทันที นอนไม่หลับรุนแรงขึ้น แม้จะกินยานอนหลับ ก็ไม่ค่อยช่วยอะไร ส่วนด้าน mental นี่ แย่ลงกว่าอาทิตย์แรก เราเริ่มรู้สึกระแวง รู้สึกแพนิค เวลาขับรถก็ยิ่งกังวลมาก เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองมีโอกาสตายตลอดเวลา อยู่ออฟฟิษก็ระแวงเพื่อนร่วมงาน รู้สึกว่าเค้าจับผิดเรา เราก็ยิ่งเครียดเข้าไปใหญ่ อาทิตย์นั้นเรียกได้ว่าพังมากๆ

อาทิตย์ที่ 3 ด้าน physical ดีขึ้นหน่อย แต่ยังไม่หายไปหมด อาการหน้ามืดยังอยู่อย่างชัดเจน แต่อาเจียนเริ่มไม่มีแล้ว ปวดหัวน้อยลง ทิ้งช่วงให้ปวดหัวห่างขึ้น ส่วนด้าน mentally นี่ยังแย่อยู่ สมาธิไม่มี ทำงานที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ ทำให้เสร็จๆไป โดยปราศจากความตั้งใจ เริ่มเศร้าอย่างเห็นได้ชัด ไม่อยากพบปะผู้คน รู้สึกท้อแท้มาก ใจนึงก็กลัวว่าเราเลิกยาผิดจังหวะ อีกใจนึงก็ให้กำลังใจตัวเองว่า คนอื่นๆก็เป็นเหมือนกัน (ในอินเตอร์เน็ต) เรากลัวตัวเองมาก กลัวว่า suisidal thought มันกำลังจะมา…

อาทิตย์ที่ 4 ด้าน physical แทบจะ recover มาแล้ว ไม่ค่อยมีอาการอะไร ส่วน mental ก็มีดีขึ้นบ้าง อาจเป็นเพราะเราไม่รู้สึกป่วยอะไรเท่าไหร่ เลยรู้สึกโล่งมากขึ้น อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่เราจะได้เจอหมอ หลังจากการเลิก Lexapro มาหนึ่งเดือนเต็ม

บรรยากาศในห้องที่เรานั่งคุยกับหมอ ทุกอย่างถูกจัดวางเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือตัวเรา หมอทักว่าเราพูดเยอะขึ้น พูดมากขึ้น สิ่งที่เราแปลกใจคือ เราร้องไห้ตอนคุยกับหมอ ทั้งที่ตลอด 3-4 ปีมา เราไม่เคยร้องไห้กับหมอเลย เหตุผลที่เราร้องไห้ เพราะเรากลัวมาก เราเริ่มกลับมามีความรู้สึกกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น ตอนที่เราอยู่กับ lexapro นั้น lexapro จะคอยห้ามเรา บล็อคเราไม่ให้รู้สึกกับอะไร เราจะไม่ยินดีกับอะไร เราจะไม่เสียใจกับอะไร เราไม่ตลกกับอะไร เราไม่ enjoy กิจกรรมใดๆ ก็คือเหมือนเราเป็น Zombie อะแหละ แต่ตอนนี้เราเริ่มเสียใจกับบางอย่าง เราเริ่มยินดีกับอะไรบางอย่าง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ มันทำให้เรากลัวมาก คงเป็นเพราะเราไม่เคยมีความรู้สึกกับอะไรมานานมากแล้ว

พอเราเริ่มความรู้สึกกับอะไร มันทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยมากๆ เหมือนเราพร้อมจะผิดหวังได้ทุกเมื่อ เหมือนว่าทุกอย่างมันทำให้เราไม่ stable ทำให้เราอ่อนแอ (ในมิติของการที่เราไป involve กับสิ่งต่างๆ โดยมี emotion เป็นตัว attach) นั่นแหละ มันทำให้เรากลัวอย่างบอกไม่ถูก

จนถึงวันนี้ (วันที่ 4 ตุลาคม 2558) เราเข้าใจว่า ร่างกายเราคงสร้างระดับ serotonin ได้พอเหมาะแล้ว เพราะเรารู้สึก stable มากขึ้น เราค่อยๆเรียนรู้กับการมีความรู้สึกร่วมกับสิ่งรอบตัว ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป เราพยายามทำให้ชีวิตเราอยู่ในที่ๆมันควรจะเป็น เราจะประคองไม่ให้มันหลุดดิ่งลงไป เราจำความรู้สึกตอนกิน Lexapro ครั้งแรกได้ไม่มีวันลืม และเราบอกกับตัวเอง เราคงไม่กลับไปอยู่จุดนั้นอีกแล้ว หมอบอกให้เราระวังตัวเองมากขึ้น อย่าปล่อยให้มันดิ่งดาวน์หรือขึ้นสุดไป หมอบอก Lamictal จะเป็นเพื่อนที่ดี มันคือ mood stabilize อย่างดีที่จะประคองเรา ในเวลาที่ Lexapro จากเราไป…

แล้วเราจะไม่มีวันลืม Lexapro อีกเลย… : ) จะเก็บเรื่องราวของเราเอาไว้ เตือนใจเสมอ หวังว่าร่างกายเราคงชินกับการไม่มี lexapro แล้ว และได้เรียนรู้อะไรจากมันเยอะ เยอะพอที่จะสร้าง serotonin ในระดับที่พอเหมาะได้ เราปล่อยให้ Lamictal ทำหน้าที่ของมัน ส่วนเราก็จะทำหน้าที่ของเราเหมือนกัน แล้วเราก็จะผ่านมันไปด้วยกัน : )

Introduction to Bipolar Type 2 Episode#01

ครั้งนี้ อยากให้ทุกคนมาทำความเข้าใจกับ โรคไบโพลาร์ ในภาษาคนธรรมดา ที่ไม่ใช่แบบที่เสิชหากันบนอินเตอร์เนตแล้วก็ใช้คำศัพท์ทางเทคนิคจนสร้างชุดความคิดผิดๆกันไปบ้าง

สิ่งที่ผมจะเขียนเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ในวันนี้ ผมจะพูดถึงซึ่งไบโพลาร์ประเภทที่ 2 ซึ่งเขียนจากประสบการณ์ตรง จากการรีเสิชข้อมูลบนอินเตอร์เนต และจากการที่ได้คุยกับคนที่มีอาการใกล้เคียงกัน ดังนั้นอาจจะไม่ตรงกับทฤษฎีต่างๆไปซะทุกข้อ

Bipolar Type โรคที่คนอื่นเค้าว่ากันว่า มันคือ โรคอารมณ์แปรปรวน ฟังดูน่ากลัวเลยใช่ไหมครับ เหมือนกับ 5 นาทีดี 5 นาทีร้าย หรือหัวเราะ 5 นาที ร้องไห้ 5 นาที ซึ่งชุดความคิดพวกนี้มันคือสิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่านี่คือโรคของคนบ้า

อันนี้ผมจะขอข้ามเรื่องความซับซ้อนทางเทคนิคที่เป็นเรื่องราวของสารเคมีในสมองอันเป็นสาเหตุของโรคไบโพลาร์นะครับ เพราะมันจะทำให้เรายิ่งงงกันไปใหญ่ เอาเป็นว่าโรคไบโพลาร์คือโรคที่กราฟอารมณ์มีการขึ้นไปด้านบนสุด และลงมาล่างสุด ระหว่าง 2 ขั้วคือ Mania และ Depression — แต่อย่างที่บอกคือ กราฟอารมณ์พวกนี้มันไม่ได้เปลี่ยนกันไปมาใน ไม่กี่นาที กี่ชั่วโมง ระยะเวลาขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมาก บางคนเป็นวัน บางคนเป็นสัปดาห์ บางคนเป็นเดือนถึงจะเปลี่ยนที

ช่วงเวลาที่ขึ้นสุด (Mania) เชื่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจว่านี่ช่วงเวลาที่เรียกว่ามีความสุข ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ มันคืออาการพีคสุด คืออารมณ์ความคิดเราจะสุดๆ เช่น อยากทำอะไรหลายอย่างสุดๆ สนุกสุดๆ ตลกสุดๆ สะใจสุดๆ กลายเป็นคน Socialize ไปสุดๆ แบบอะไรก็ฟินไปสุดๆ — ชุดความคิดด้านบวกเหล่านี้ มันจะระเบิดพลังในตัวเองขึ้นมาสุดๆ เช่น เวลาคิดงานเราก็คิดอะไรแบบสุดๆเลย สร้างสรรค์สุดๆ (สังเกตได้ว่า พวกศิลปิน หรือคนเก่งๆส่วนใหญ่ทั่วโลก จะมีโรคไบโพลาร์กันทั้งนั้น) แต่ถ้าชุดความคิดพลังบวกอันนี้มันเยอะเกินไป (คือขึ้นจนสุด) มันอาจจะส่งผลเสียบ้าง เช่น ช้อปปิ้งไม่หยุด ทำอะไรคิดแค่ตรงหน้า ไม่มองถึงอนาคต คิดอะไรก็พูด ไม่ทันไตร่ตรอง จนบางทีก็ดู Aggressive กับคนอื่น แต่เราก็จะไม่รู้สึกแคร์หรอก ณ ตอนนั้น เราจะ ambitious แบบสุดๆ งานของตัวเองที่ทำออกมาดีทุกอย่าง สวยหรูเลิศไปหมด เราเก่งกว่าคนอื่นไปหมด คือเราจะกล้าทำทุกอย่าง (รวมถึงเราจะ Hypersexuality คือกล้าที่จะมีเซกส์กับคนอื่นมั่วไปหมด ก็ได้ ๕๕๕)

และช่วงที่ลงสุด (Depression) มันคือช่วงเวลาของความซึมเศร้า เราจะรู้สึกตรงข้ามกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอน Mania เราจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรดี ไม่มีอะไรคู่ควรกับเรา รู้สึกเศร้า อยากปลีกตัวอยู่คนเดียว ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น อะไรที่เคย enjoy มันก็ไม่ enjoy อีกต่อไปแล้ว ภาพจำของหลายๆคนในช่วงเวลานี้คือ การนั่งกอดเข่าอยู่มุมห้องในห้องคนเดียว รอบๆมืดมีแสงไฟส่องมาที่เรา ซึ่งนั่งหันหน้าเข้ามุมห้องอยู่ ไม่ยอมคุยกับใคร ไม่ยอมกินข้าวกินปลา — ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เลย เรายังสามารถออกไปเดินเหินได้ปกติ คุยกับคนอื่นได้ปกติ แต่สิ่งที่ทรมานคือ “ข้างใน” ข้างในความคิดเรา มันโคตรแย่ๆๆๆๆ คำพูดคนนึง เราสามารถเอาไปคิดเป็นตุเป็นตะ ว่าเค้าเกลียดเรา เค้าหลอกด่า เค้าพยายามจะไม่ดีกับเรา หรือถ้าเค้าชมเรา เราก็จะมีความคิดว่า ประชดเรา แดกดันเรา ทั้งๆที่ลึกๆก็รู้ว่ามันไม่ใช่ แต่เราห้ามความคิดด้านลบพวกนี้ไม่ได้ มันเลยยิ่งทำให้ทรมาน — พอเราทรมานมากๆ เราก็เริ่มทนไม่ได้ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ตัวเองไม่มีอะไรดี ตัวเองเป็นภาระของคนอื่น ชีวิตตัวเองแย่มากๆ (ขอร้องเหอะ เลิกยกตัวอย่างที่ว่าให้มองคนที่แย่กว่าเรา เค้ายังสู้ยังผ่านมาได้ ของเราเรื่องเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่คนไม่เข้าใจจะพูดออกมาก ฉะนั้นเราควร ignore ไป) เมื่เราถูกทับถมชุดความคิดด้านลบเหล่านี้ไประดับนึง เราจะเริ่มอยากทำร้ายตัวเอง เพราะรู้สึกว่าเรา deserve punishment อะไรสักอย่าง หลังจากนั้นก็จะอัพเลเวลไปสู่ความคิดอยากฆ่าตัวตาย ถ้าเรายอมแพ้เราก็จะทำการฆ่าตัวตายไปนั่นเอง

ลองคิดดูว่า ความคิดในหัวเรา มันเปลี่ยนไป-มา ต่างกันขนาดนี้ มันจะทำให้ชีวิตเราพังขนาดไหน

โรคไบโพลาร์คือโรคที่มีอยู่ในตัวคน อาการมันก็อาจจะมาไม่มา แล้วแต่ช่วง เหมือนกับคนเป็นโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจ ที่อยู่ๆอาการมันก็มา ทั้งที่มีสาเหตุและไม่ทราบสาเหตุอาการมันก็กำเริบขึ้นมาได้ — ฉะนั้น มันคือโรคที่จะเกิดอาการเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ใช่อะไรที่เราควบคุมได้

หลายๆคนเชื่อว่า การไปนั่งสมาธิ เข้าวัด ฟังธรรม ปล่อยวาง จะทำให้ “โรคไบโพลาร์” หายไปหรือดีขึ้นได้ ถึงตรงนี้ขอร้องให้ทุกคนเข้าใจว่า นี่คือโรค นี่ไม่ใช่ความรู้สึก การเข้าวัด ฟังธรรม ไม่ได้ทำให้เบาหวานหายได้ ไม่ได้ทำให้มะเร็งหายได้ ไม่ได้ทำให้โรคหัวใจมันหายได้ เราต้องย้ำว่า Bipolar คือ Mental disorder ไม่ใช่ Personality คือ ความเจ็บป่วยที่เกิดจากภายในร่างกาย แล้วก็ Output ออกมาเป็นอาการ/ความรู้สึกต่างๆ ไม่ใช่อะไรที่เราจะไปควบคุมมันได้ — เข้าใจตรงกันนะ

แล้วอะไรที่จะรักษาหรือบรรเทา โรคไบโพลาร์ได้หล่ะ — ก็เหมือนกับโรคอื่นๆทางการแพทย์ก็คือให้กินยานั่นเอง ซึ่งทางพูดกันทางเทคนิคคือ ยาพวกนี้มันไปปรับระดับสารเคมีในสมอง เหมือนกับยาเบาหวานที่ไปควบคุมระดับน้ำตาล ยาความดันที่เข้าไปควบคุมระดับความดัน ส่วนยาไบโพลาร์ก็คือยาที่เข้าไปควบคุมระดับสารเคมีในสมองนั่นเอง คือมันจะเข้าไปสร้างสมดุลให้กับอารมณ์ของเรา ไม่ให้มันขึ้นสุด/ลงสุด นั่นเอง

ถามว่าถึงวันนี้ ตั้งแต่มีอาการชัดเจนประมาณ 6 ปี เปรียบเทียบช่วงกินยา กับไม่กินยา ก็เห็นผลการรักษา ว่าเรา Stable ขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ 100% คือก็มีช่วงที่กราฟอารมณ์หลุดขึ้นไปบนสุดบ้าง แล้วก็หลุดลงมาล่างสุดบ้าง

ตอนนี้เราทำงานมา 3 ปี ทำงานมา 3 ที่ — อันนี้เราเชื่อว่ามันเกิดจากโรคไบโพลาร์ (อันนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะ) เราสังเกต Pattern ของมันมา พบว่า แรกๆที่เราเข้าทำงานใหม่ๆ เราจะรู้สึก enjoy และ ambitious มากๆ (อารมณ์เริ่มขึ้นสุด) เพราะมันเป็นอะไรใหม่ๆที่เราเรียนรู้ ทำงานมาสักพัก ถ้าเราเผลอทำงานผิดพลาดอะไรนิดหน่อย (อารมณ์เริ่มลงสุด) เราจะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยแล้ว รู้สึกว่าเราแย่มากๆ เราทำให้คนอื่นเดือดร้อน ทำให้คนอื่นผิดหวัง คนรอบตัวในออฟฟิศ เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า จะเกลียดเรามากๆ (ทั้งๆที่การทำงานผิดพลาดเป็นเรื่องปกติมาก ซึ่งเรื่องที่ผิดพลาดนั้นก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไรใหญ่โตเลย) แต่เราก็ห้ามความคิดนี้ไม่ได้ ช่วงนี้ก็จะซึมๆไม่ค่อยยุ่งกับใคร อันส่งผลให้ทัศนคติในการทำงานก็คือทำงานให้จบๆไป ไม่มีความทะเยอทะยานอะไรทั้งสิ้น พอสักพัก อารมณ์ขึ้นสุดกลับมา เราก็เริ่มภูมิใจในตัวเองมากๆ รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำไปนั้น เก่งจริงๆ ดีจริงๆ ไปสักพัก มันจะมีช่วงที่อารมณ์ 2 ขั้วนี้เกิดพร้อมกัน (นี่คือจุดที่ทำให้ลาออก) คือเรารู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานทุกคนไม่มีเอาเราแล้ว เราแย่มาก ประกอบกับเรารู้สึกเราดี เราเก่ง เราควรออกไปหาอะไรที่ดีกว่าที่นี่ นั่นเอง พอออกมาสักพัก เราก็จะรู้สึกว่า อื้ม…นะ ไม่ทันล่ะ

อัพเดตยาที่กินอยู่ทุกวันนี้ — ตอนเช้ากิน Lexapro 10mg (อันนี้กันอารมณ์ลงสุด) ก่อนนอนกิน Lamictal 100mg (อันนี้ดึงอารมณ์ไว้ไม่ให้ขึ้นสุด) ส่วนวันไหนต้องทำงานใช้สมองเยอะๆ เราก็จะกิน Rubifen 10mg (Rubifen คือยาสำหรับเด็กสมาธิสั้น คือทำให้เราสามารถโฟกัสอะไรที่อยู่ตรงหน้าได้ดี) ซึ่งเราจะกินตัวนี้เฉพาะเคสที่จำเป็นเท่านั้น

สุดท้ายนี้ หวังว่า ใครก็ตามที่มีโรคไบโพลาร์ หรือกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้ เพราะคนใกล้ตัวเป็น จะทำให้เข้าใจคนที่มีโรคไบโพลาร์มากขึ้นนะครับ : )

DEPRESSION MEDICATION #12

จากการใช้ชีวิตอยู่กับยา Lexapro มานานกว่า 1 ปี ทำให้เห็นผลการรักษาชัดเจนมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ว่านี้ คือการ Misdiagnosis หรือที่เรียกว่า การวินิจฉัยผิดพลาด ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้โทษหมอหรือใคร เพราะอาการ Depression นั้นมีความใกล้เคียงกับ Bipolar Type II มากๆ ซึ่งนั่นแหละ Bipolar Type II คือ Disorder ที่ผมควรจะเป็น และต้องเพิ่มกลุ่มยารักษาเข้ามาอีก

โรค Bipolar หรือที่คนเข้าใจว่า เป็นโรคของคนที่มี 2 บุคลิก คือ ขึ้นก็ขึ้นสุด ลงก็ลงสุด จะบ้าพลังก็บ้าสุดๆ ตอนไหนเฉื่อย ก็เฉื่อยแบบสุดๆ คือโรคนี้เนี่ย แบ่งออกเป็น 2 Type หลักๆคือ 1 กับ 2 โดยที่ 1 จะเป็น Mania Episode ซะส่วนใหญ่ คือ ค่อนข้าง Hyperactive มากๆ ส่วน Type 2 ก็จะไปกองที่ Depression ซะส่วนใหญ่ ซึ่งถ้าลง Details แล้วเนี่ยมันจะมีแบบ Mixed อีก คือขึ้นสุดลงสุดอยู่ในคนเดียวเนี่ยแหละ ซึ่งหมอเชื่อว่าผมน่าจะเป็นแบบ Type 2 และจากสถิติพบว่า Depression กับ Bipolar Type 2 เนี่ย ถูกวินิจฉัยกลับกันเยอะมากๆ จะสังเกตุผลลัพธ์จากการใช้ยาไปในระยะหนึ่ง

ว่าแล้ว คุณหมอก็เลยสั่งยารักษากลุ่ม Bipolar มาให้ ชื่อว่า Lamictal ซึ่งถ้าไปหาข้อมูลยาตัวนี้ จะพบว่าจริงๆมันคือยากันชัก แต่ในแง่ของการรักษาทาง Mental มันคือยาที่ช่วยเรื่อง Mood Stabilizer คือการทำให้อารมณ์คงที่ไม่เหวี่ยงขึ้นลง เพราะจากที่ผ่านมาจะพบว่าตัวผมเองมีช่วงขึ้นลงบ่อยมาก อาจจะเป็นเดือนสองเดือนครั้ง แต่แต่ละครั้งมันก็รุนแรงอยู่ Lamictal เนี่ย มีผลข้างเคียงที่พบได้หลักๆคือ ผื่นที่ขึ้นตามตัว ซึ่งวิธีหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงนี้คือการ ค่อยๆเริ่มกินยาจาก Dosage ต่ำๆ แล้วขยับขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งขนาดการรักษาที่ได้ผลคือ 100mg ขึ้นไป ดังนั้นผมเลยเริ่มจาก 25mg ไป 1 อาทิตย์ แล้วก็ 50mg 75mg ตามลำดับ จนถึง 100mg

แต่กว่ายาตัวนี้จะ Kick In เข้ากับร่างกายคือจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เนี่ย จะใช้เวลา 6-8 สัปดาห์ ผมกินมาได้ประมาณ 6 สัปดาห์แล้ว ตอนนี้ที่ขนาด 100mg อาการข้างเคียงที่พบหลักๆคือ EDS (Excessive Daytime Sleepiness) หรือที่รู้กันว่า โรคหลับได้ตลอดเวลา จากปกติเป็นคนที่หลับยากอยู่แล้ว พอค่อยๆกินยาตัวนี้ไป ทำให้ “ง่วง” นอนทั้งวัน ขนาดว่านั่งกินข้าวอยู่ก็สามารถหลับได้ เหมือนวูบๆไป โดยไอ้ EDS เนี่ย รบกวนการใช้ชีวิตของผมมาก เลยปรึกษาหมอ และได้วิธีแก้อีกอย่างนึงคือ การเพิ่มยา (ตัวที่ 3 แล้วนะ)ก็คือ Ritalin 10mg

ยา Ritalin คือ ยา Methylphenidate ปกติใช้รักษาในเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น เพื่อให้เด็กสามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดได้นานขึ้น และแน่นอนยานี้ทำให้ผมไม่ง่วงระหว่างวันและมีพลังงานมากขึ้น ตั้งใจทำอะไรได้สำเร็จมากขึ้น ถ้าอธิบายง่ายๆคือยาตัวนี้มันมีโครงสร้างใกล้เคียงกับ แอมเฟตามีน หรือที่รู้จักกันว่า “ยาบ้า” อ่านไม่ผิดหรอกครับ มันคือยาบ้า ยาม้า ที่คนเค้าเสพย์กันแหละครับ ซึ่งสำหรับผมมันโคตรมหัศจรรย์เลยครับ ทำให้ผมมีสมาธิและความตั้งใจทำอะไรมากขึ้นในแต่ละวัน แต่ผลข้างเคียงหลักๆของมันคือ เบื่ออาหาร ซึ่งผมก็เป็นอยู่ และแอบหวังว่ามันจะช่วยลดความอ้วนของผมได้ และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่คนติดยามันจะมีลักษณะซูบผอม คือผมเนี่ยกินในขนาด 10mg เองนะ ยาม้า ยาบ้า ปกติที่เค้าติดกันเนี่ย คงกินกันเป็น 100mg ครับ อาการมันเลยรุนแรงจนเห็นภาพหลอน อดอาหารไม่รู้ตัวแบบนั้น

เอาล่ะ สรุปตอนนี้ผมก็กินยาประจำอยู่ 3 ตัว คือ ตอนเช้ากิน Lexapro 20mg (รักษาอาการซึมเศร้า) และ Ritalin 10mg (เพื่อให้ไม่เป็น EDS) และก่อนนอนก็กิน Lamictal 100mg (ทำให้อารมณ์คงที่) ซึ่งอาการตอนนี้คือ ผมก็ทำงานและใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติดีครับ

แต่อาการนึงที่ยังไม่หายไปสักที คือ GAD คืออาการวิตกกังวลทั่วไป คือชอบมีความคิดว่าคนรอบตัวไม่ชอบเรา รำคาญเรา ทำให้เราไม่กล้าไปเข้าสังคมอะไรกับคนอื่นเค้าเท่าไหร่ ถึงแม้เค้าจะมาดีด้วย คุยด้วย เล่นด้วย คือคนปกติควรจะคิดได้แล้วว่า เฮ้ย เค้าไม่ได้ Bias หรือ Negative อะไรกับเรานะ แต่ผมแม่ง ลบความคิดนี้ออกไปไม่ได้สักที ทำให้เรื่องการเข้าสังคมใหม่ๆของผมค่อนข้างจะลำบากสักหน่อย ซึ่งอาการนี้ไว้จะนำไปปรึกษาคุณหมอในนัดครั้งหน้า

ณ วันนี้ ผมได้ Feedback จากคนที่อ่านบล็อคของผม (ซึ่งคนที่จะมาเจอบล็อคผมเนี่ย ก็คือคนที่หาข้อมูลพวกโรคซึมเศร้า อาการฆ่าตัวตาย อะไรทำนองนี้อยู่แล้ว) แล้วเค้าก็มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ คือเป้าหมายจริงๆของผมเนี่ย อยากให้คนเข้าใจคนที่เป็นโรคพวกนี้นะ ว่ามันมีอาการยังไง มันมีเหตุมีผลของมันนะ มันไม่ใช่เราคิดไม่ได้ มันก็เหมือนเวลาคุณหิวนั่นแหละ คุณห้ามมันไม่ได้ ก็มันหิวอะ แต่มันไม่ได้ออกอาการมาเป็นนามธรรม มันมาในรูปแบบของความรู้สึก รู้สึกว่าหิว สำหรับพวกผมมันก็คือความรู้สึกเหมือนกัน รู้สึกว่าคนไม่ชอบเรา รู้สึกว่าโลกนี้มันสิ้นหวัง รู้สึกว่าไม่มีค่า ซึ่งถ้าคุณหิว คุณรู้ว่าคุณต้องหาอะไรกินเพื่อลบความรู้สึกหิว แต่พวกผมเนี่ย ไม่รู้ว่าต้องทำอะไรถึงหาย ลองมาหลายอย่างแล้ว มันไม่ได้ผล อยากให้เข้าใจกันบ้าง ไม่ใช่ไปมองว่าพวกผมอ่อนแอ จริงๆพวกผมนะเข้มแข็งมากนะ ที่ยังมีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ ผมไม่เคยสงสัยว่าทำไมคนฆ่าตัวตาย อย่างที่เคยเขียนไว่้ก่อนหน้านี้ มันไม่ใช่ว่าอกหัก สอบตก เอ็นท์ไม่ติด แล้วผิดหวังฆ่าตัวตาย จริงๆมันมีอะไรที่ซับซ้อนลึกซึ้งกว่านั้นมากๆ

ยังไงก็ตาม มันก็ยากที่จะให้คนที่ไม่เป็น มาเข้าใจคนที่เป็นโรคแบบนี้ แต่สิ่งที่ดีที่สุดคืออย่าไปซ้ำเติมหรือพยายามบอกว่า ทำแค่นี้ แค่นั้น เอง ง่ายๆ เพราะมันไม่เคย ไม่เคยง่ายเลยสักครั้ง ไม่เคยเลย…

What I’ve learned from being depressed, Chapter 01

หลังจากมีโอกาสได้กลับไปอ่านบล็อคของตัวเองเก่าๆที่เขียนไว้เมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว รู้สึกชีวิตมีคอนเซ็ปท์ มีความหวัง และมีความฝันแบบที่น่าอิจฉามากๆ เฝ้าหาคำตอบถึงความหมายของชีวิต ไล่ตามความฝัน วางแผนชีวิต อยากทำโน่นทำนี่เต็มไปหมด รู้สึกถึงหนทางชีวิตยังอีกยาวไกล พร้อมจะเจออะไรใหม่ๆ ทำอะไรที่มันท้าทาย และอ้าแขนรับความสุขเมื่อมีโอกาสเสมอ

ถามว่าตอนนี้ ชีวิตคืออะไร เป้าหมายชีวิตคืออะไร พูดตรงๆเลยว่า blank มาก คือไม่รู้แล้วว่าอะไรคืออะไร เรื่องความสุขเลิกคิดไปได้เลย ไกลตัวมาก สิ่งที่ลุ้นในชีวิตทุกวันนี้คือแค่ขอให้ใช้ชีวิตรอดไปวันๆ วันไหนไม่ depressed ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว บางคนอ่านถึงตรงนี้อาจคิดว่า โอ้ย เว่อร์มาก อายุแค่นี้ คิดอะไรขนาดนี้ แล้วก็จะมีคนแอบคิดว่า โอ้ย เด็กคนนี้โลกแคบจริงๆ ไม่รู้หรอว่าข้างนอกสังคมออกไปเนี่ย มีคนลำบากกว่าเราเยอะ และสู้ชีวิตมาได้มากแค่ไหน ต้องเจออะไรที่หนักกว่าเรามากแค่ไหน บลา บลา บลา คือเข้าใจก็เข้าใจนะ แต่บอกแล้วว่าไอ้ depression disorder เนี่ย มันไม่ได้ work แบบนั้น มันไม่ได้เกิดจากความเครียด ไม่ได้เกิดจากความลำบากที่อยู่ตรงหน้า มันไม่ได้เกิดจากมีคนไม่รักเรา มันมาจากข้างใน มันเป็นความรู้สึก มันห้ามไม่ได้ คือเราไม่ได้คิดไม่ได้นะว่า โอ้ย ชีวิตมันสั้น หาความสุขเถอะ ไม่ต้องเครียด แต่มันแค่คอนโทรลความคิดเราไปอยู่ตรงนั้นไม่ได้ เราคยมีความสุข เคยมีความฝัน เคยมีแรงบันดาลใจต่างๆ เคยเข้าใจว่ามันรู้สึกดีแค่ไหน แต่แค่ตอนนี้มันไปถึงตรงนั้นไม่ไหวจริงๆ

นั่ง Dinner Therapy กับเพื่อนที่เป็น mental disorder เหมือนกัน ได้ข้อสรุปเบาๆสำหรับความหมายของชีวิตทุกวันนี้ คือ หนึ่ง. การที่ใช้ชีวิตผ่านไปแต่ละวันได้โดยไม่รู้สึกเกลียดตัวเอง แม่งมันคืออะไรที่ฟินมากๆแล้ว สอง. เริ่มเข้าสู่ความเป็นหุ่นยนต์/ซอมบี้ หมายความถึงความเป็น Being Human ลดน้อยลง คือความรู้สึกกับสิ่งต่างๆมันค่อยๆลดลงไปเรื่อย อาจเป็นกลไกของการป้องกันตัวเองหรือเปล่าไม่รู้ แต่ยิ่งเราไม่รู้สึกอะไร มันก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้น เราไม่อยากมองอะไรไกลๆ เพราะมันไม่มีกำลังใจ มันไม่มีแรงบันดาลใจ มันไม่ปลอดภัยเวลาที่จะคาดหวังหรือรู้สึกอะไรต่อไป ทุกวันนี้ลุ้นให้ผ่านไปแต่ละวันได้ก็พอ คือแม่ง achieve สุดๆแล้วอ่ะ การผ่านไปแต่ละวันเนี่ย เรื่องความสุขหรอ เซย์กู๊ดบายเลย ไม่กล้าคิด มันโคตรน่ากลัวสำหรับพวกเราเลยแหละ สาม. เอ้ย มันต้องมีคนสงสารเราแน่ๆ คือเชื่อว่าชีวิตคนเรา deserve ที่จะมีความสุข deserve ที่จะมีความฝัน มีความหวัง บลา บลา บลา แต่คือถ้าเทียบกับการเรียนหนังสือนะ คือในการเรียนครั้งหนึ่งๆหรือช่วงหนึ่งๆ คนกลุ่มนึงอาจจะคาดหวังแค่ ขอให้สอบผ่าน เกรดเฉลี่ยเกิน 2 ก็พอ แต่บางคนคาดหวังว่าเอ้ย เราต้องได้ B ต้องได้ A ต้องได้เกียรตินิยมนะ แต่สำหรับเราตอนนี้นะ บอกเลย “แค่ไม่ถูกไล่ออกก็พอ” สี่. เฉียดความรู้สึกอยากตายมาบ่อยมากๆ จนเริ่มจะชินแล้ว คือถามว่าตอนปกตินะ โคตรกลัวตายเลย เสียดายเวลาชีวิต มีอะไรยังไม่ทำอีกตั้งเยอะ พ่อแม่เลี้ยงดูเรามานะ ยังไม่ได้ตอบแทนอะไรเลย ฯลฯ แต่ขอบอกนะ วินาทีที่อยากตายอ่ะ คือบางทีมันไม่ใช่แค่อยากตายนะ มันแค่ไม่กลัวตาย คือเพราะเราไม่เหลืออะไรที่จะมีค่าสำหรับเราแล้วไง ณ วินาทีนั้น มันแค่รู้สึกแบบ อ๋อ…เหรอ ไงก็ได้อ่ะ เพราะ nothing to lose อยู่แล้ว ตายก็ได้นะ ไม่แคร์ใครนะ บอกตรงๆ ประมาณนี้

แต่สุดท้ายที่เราอยู่แบบนี้มาจนทุกวันนี้ บอกตรงๆเราว่าเราแอบมีความหวังนะ ความหวังเล็กๆว่า วันนี้เราจะไม่ต้องพึ่งยาและก็สามารถพาตัวเองกลับไปเป็นคนเมื่อตอน 7-8 ปีที่แล้วได้

ลงชื่อ

คนที่กำลังจะลืมไปแล้วว่าความรู้สึกมันคืออะไร มันทำงานยังไงและมันมาได้ยังไง
วันอังคารที่ 15 ตุลาคม 2556 เวลา 01.10 น.

DEPRESSION MEDICATION #11

เกือบจะครบปีแล้ว ที่ไม่ได้เข้ามาอัพเดตสถานะอะไรเลย อาจจะด้วยเพราะติดภาระทั้งทางหน้าที่การงาน ประกอบกับความรับผิดชอบอะไรหลายๆอย่างที่เพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้หนีหายไปไหนจากบล๊อคอันนี้ ยังคอยเข้ามาเชค มาดูเผื่อมีใครอยากติดต่อหรือขอคำปรึกษาอะไรบ้าง

ก่อนอื่นก็ขออัพเดตหน่อยว่าตอนนี้ใช้ชีวิตบนอะไรบ้าง มียาเพิ่มมา 1 ตัว นอกเหนือจาก Lexapro 20 mg นั่นก็คือ Ortrip 20 mg (หรือที่รู้จักกันว่า Nortriptyline) ยาตัวนี้ก็เป็นยากลุ่มที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้าเหมือนกัน แต่ออกฤทธิ์คนละอย่างกับ Lexapro คือตัวนี้จะช่วยให้มี Motivation ในชีวิตมากขึ้น ซึ่งผลข้างเคียงมันก็มีอยู่แบบไม่ต้องสงสัย สำหรับเรามันคืออาการง่วงนอนและซึม เลยเอามาใช้กินก่อนนอน เพื่อช่วยส่งให้นอนหลับง่ายขึ้น

เรายังคงไม่หยุดเฝ้าฝันที่จะใช้ชีวิตอยู่บนยาพวกนี้ คอยปรึกษากับหมอตลอดว่าจะเลิกยาได้เมื่อไหร่ หมอก็กลัวว่าเลิกแล้วชีวิตจะร่วงลงไปตอนที่แอบเลิกกินตอนนั้น แต่เร็วที่สุดสำหรับการถอนยาก็คือเดือนธันวาคม สิ้นปีนี้ อีก 2-3 เดือนนั่นเอง หวังอยู่ลึกสุดใจเลยว่าขอให้เลิกแล้วชีวิตโอเค

พักหลังๆนี้ ก็เห็นว่ามีคนเสิชเข้ามาเจอบล๊อคเราด้วยการเสิชจากชื่อยาหรือโรคซึมเศร้าอะไรก็ตาม มีคนติดต่อเข้ามาบ้าง อีเมลล์มาแชร์เรื่องราวป่วยๆของตัวเอง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนแทบจะมีปัญหากับโรคนี้เหมือนกัน คือ “เราแอบคาดหวังให้คนอื่นเข้าใจเรา”

ผมชอบ Quote ของ Jonathan Davis อยู่ประโยคนึงเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า “A lot of people don’t realize that depression is an illness. I don’t wish it on anyone, but if they would know how it feels, I swear they would think twice before they just shrug it.” โอ้โห แว่บแรกที่เห็นคือแบบใช่เลย

ผมอยากแชร์ทัศนคติเรื่องนี้กับคนที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเหมือนๆกันว่า อยากให้เลิกคาดหวังให้คนอื่นมาเข้าใจสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเป็น วันที่ผมตัดสินใจได้ว่าไม่คาดหวังให้ใครสักคนมาเข้าใจเรา สำหรับผมมันคือการตัดสินใจที่ถูกต้องแบบสุดๆ มันทำให้เราเข้มแข็งขึ้นเยอะและมีกำลังใจในการรักษาขึ้นเยอะ คุณเคยรู้สึกแบบอยากจะอ้วกใส่หน้าไอ้คนที่พูดว่า “เฮ้ย ไม่ต้องคิดมากนะ ไม่มีไรหรอก มีคนแย่กว่าเราเยอะ” หรือแบบ “อย่าเครียดนะ บลา บลา บลา” คือบางทีเราฟังเราก็หงุดหงิดนะ ไอ้โรคซึมเศร้าเนี่ยมันไม่ได้มีกลไกการซึมเศร้าแบบที่คนส่วนใหญ่คิด คนที่ไม่เคยเป็นโรคนี้แม่ง ชอบเข้าใจว่า คนที่เป็นโรคซึมเศร้าเนี่ย คือคนที่ ต้องการคนมารักมาเอาใจใส่มากๆ เป็นคนเครียดง่าย เจอเรื่องแย่ๆนิดเดียวก็หมดกำลังใจท้อแท้ อยากตาย หรืออะไรก็แล้วแต่

ขอบอกเลยครับว่า แม่ง คนละเรื่องเลยครับ พวกเรามีภูมิต้านทานเรื่องความเศร้า ความผิดหวัง กว่าพวกคุณเยอะ แต่ไอ้โรคที่เราเป็นมันไม่ได้ควบคุมหรือขับเคลื่อนสุขภาพจิตของเราไป เพียงแค่เจอเรื่องแย่ๆหรือเครียดครับ “มันลึกซึ้งและ Beyond กว่านั้นมาก” ครับ

คนส่วนใหญ่ที่เมลล์มาหาผม ท้อใจเพราะไม่มีคนเข้าใจครับ คือเราไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากเจอใคร กลุ่มคนหวังดีรอบๆตัวก็มักจะแบบ อยากพาเราไปเที่ยว ไปเข้าสังคม ไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ไปที่ๆมีคนรักเราเยอะๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ เข้าใจครับว่าพยายามช่วย แต่ผมพูดจากใจจริงว่าแนวทางการช่วยเหลือพวกนี้ เป็นแนวทางที่ผิดครับ ไม่ได้แก้ปัญหา ไม่ได้รักษาอะไรที่ถูกจุดเลย

คำแนะนำสำหรับผมคือ การพบแพทย์และรักษาด้วยยาครับ (อันนี้คือความคิดเห็นของผมเองนะครับ ไม่ได้บอกว่ามันเป็นทางรักษาทางเดียว) คือโรคซึมเศร้าเนี่ยมันเกี่ยวกับระดับสารเคมีบางอย่างในสมองที่มันไม่สมดุล มันอาจจะมีบางอย่างที่มากไปหรือน้อยไป มันไม่ใช่จะรักษาด้วยการปล่อยวางหรืออะไรหรอกครับ มันต้องได้รับการปรับสมดุลด้วยยา เหมือนคนป่วยเป็นโรคความดัน โรคหัวใจ หรือเบาหวาน คือมันมีอะไรบางอย่างๆที่เกินหรือขาดครับ ต้องหาอะไรเข้าไปทำให้มันสมดุล ไม่ใช่แค่มีความสุข ปล่อยวางเรื่องทุกข์แล้วสมดุลในร่างกายมันจะปรับตัวโดยธรรมชาติครับ อยากให้เข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้ากันใหม่

เพราะผู้ป่วยบางคน ยังจับจุดไม่ได้ ว่าควรจะใช้ชีวิตกับโรคนี้ยังไง คนรอบข้างก็เข้ามาช่วยจนบางทีก็กลายเป็นแย่ลง แย่ลง เพราะช่วยกันไม่ถูกจุด ผมอาจจะโชคดี ที่หลุดออกมาจากจุดที่อยากให้คนเข้าใจได้ คือป่วยมากกับการคิดให้คนอื่นมาเข้าใจ ยังไงคนที่ไม่เป็นก็ไม่มีวันเข้าใจหรอกครับ

สำหรับคนที่อยากเข้าใจเรื่องโรคซึมเศร้า ผมอยากให้ลองดูหนัง 2 เรื่อง ที่ผมดูแล้วรู้สึกว่า เออ นี่แหละคือ Mental illness คือเรื่อง Silver Linings Playbook กับ เรื่อง Side Effect บางทีอาจจะเห็นภาพอะไรที่ชัดขึ้นครับ

ทุกวันนี้ผมโชคดี ที่มีเพื่อนคนที่เป็นโรคเครือๆเดียวกัน คือเราคุยกันแล้วก็จะเข้าใจมากๆ เรื่องบางเรื่องที่เราเจอเรารู้สึก คนที่ไม่เข้าใจเราจะพูดว่า “เฮ้ย .. มึงคิดไปเองป่าว” “โอ้ย เรื่องแค่นี้เอง ไปดูคนที่ลำบากหรือเจอเรื่องแย่กว่าเราสิ เค้ายังสู้เลย” แต่ถ้าคนที่เข้าใจเค้าจะเก็ทครับ ว่าทำไมเราถึงรู้สึกอะไรแบบนั้น ขอให้แค่เราอดทนครับ

“เดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง…”

Depression Medication #10

หลังจากที่เลิกกิน Lexapro แล้วชีวิตก็ดิ่งลงไปแบบแทบตั้งตัวไม่ทัน มาถึงวันนี้ (9 พฤศจิกายน 55) ก็กลับมากิน Lexapro ได้ประมาณ 2 เดือนกว่าๆแล้ว โดยเริ่มกลับมากินตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 55

แน่นอนว่าชีวิตเริ่มต้นตอนกินยามันไม่ได้สวยหรูอะไรแน่นอน เราก็ยังคงต้องสู้กับ Side Effect จนกว่าร่างกายเราจะปรับสมดุลกับยาได้ แรกๆเริ่มกินจาก 5 mg แล้วก็เพิ่มขึ้น 5 mg ทุก 2 อาทิตย์จนถึง 20 mg

จำได้ว่าเดือนกันยาตอนเริ่มกินยา ชีวิตโคตรไม่โปรดักทีฟเลย ล่มสุดๆ แล้วก็เสือกประจวบเหมาะกับช่วงงานเยอะท่วมหัว ช่วงนั้นอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก เพราะงานมันจุกอยู่ แต่สุดท้ายก็ผ่านมันมาได้ และคงไม่กลับไปคิดถึงมันอีก

อาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆและก็เริ่มอยู่ตัวมาประมาณ 2 อาทิตย์ สัญญาณที่ดีคือคุณหมอเริ่มนัดเราห่างขึ้น จากเจอทุก 2 อาทิตย์ เป็น 3 อาทิตย์ 4 อาทิตย์ และล่าสุดคุณหมอนัดเจอเราทุก 6 สัปดาห์ แต่ก็ห้ามดื้อจะเลิกกินยา ต้องกินไปก่อนและคอยทำการบ้านมาส่งคุณหมอทุกการนัด (การบ้านว่าอาการเป็นอะไร มีอะไรผิดปกติไหม ดีขึ้นแย่ลงยังไง) และเราก็รับผิดชอบมาตลอด จนถึงตอนนี้ก็ถือว่าค่อนข้างประสบความสำเร็จ

ชีวิตที่ล่มหนักรอบ 2 (ช่วงเลิกยา) แล้วกลับมาดีขึ้น ผมคิดว่าไม่ได้มาจากแค่ยา แต่ปัจจัยอย่างหนึ่งที่เพิ่มเข้ามานอกเหนือจากยาคือการได้บำบัดกับเพื่อนคนนึงที่เค้าก็อาการเครือๆกับเรา ผมกับเพื่อนคนนี้มักจะนัดไป Dinner Therapy กันอยู่ เข้าใจง่ายๆก็คือนัดไปกินข้าวแล้วก็นั่งเม้าท์แตกกัน แม้จะไม่ได้เจอกันบ่อย แต่เราก็คุยกันผ่านตัวหนังสือ พิมพ์ทิ้งไว้ให้อ่าน เหมือนแค่มีคนที่จะเก็ทว่าเป็นไง วันนี้ทำไร รู้สึกยังไง คอยแชร์อะไรๆให้กัน เรามักจะคุยอะไรที่คนอื่นไม่เข้าใจเราแน่นอน เรามีประสบการณ์ร่วมหลายอย่างที่เหมือนกัน มันก็เลยทำให้เราเข้าใจกัน ก็เป็นกำลังใจให้กัน

ประเด็นหนึ่งที่เรามักจะดราม่าบนโต๊ะดินเนอร์เสมอนั่นก็คือ ประเด็นเรื่อง “ความสัมพันธ์” ซึ่งแม่งซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากๆสำหรับคนป่วยๆอย่างเรา ส่วนว่าความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆเป็นไง ผมก็ยังต้องขอตกผลึกอะไรให้ได้มากกว่านีี้ก่อน

สรุปแบบสั้นๆก็คือตอนนี้พอกลับมากิน Lexapro 20mg ชีวิตก็กลับมานิ่งๆอยู่จุดเดิม ไม่ขึ้นไม่ใช่เรื่องโรคซึมเศร้าแล้ว เอาอะไรที่เป็น Content มากกว่านี้ 🙂

10 Issue ก็เยอะเกินไปแล้วสำหรับโรคเฮงซวยนี่ !